วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2563

เดชคัมภีร์เทพฤทธิ์ ตอนที่ 1004 คืนสู่เหย้า!


ตอนที่  1004  คืนสู่เหย้า!
มนุษย์เงือกแมงกะพรุนต้องการฆ่าตัวตาย  แต่ตอนนี้ความตายนับว่าเป็นสิ่งที่เลิศหรูสำหรับเขา
 
แต่เขาไม่มีทางทำได้สำเร็จ
เขาไม่รู้ว่าเขาตกอยู่ในเงื้อมมือใคร  แต่เขารู้ว่าเขาตกอยู่ในเงื้อมมือบุรุษหน้ากากเงินและต้องพบจุดจบอย่างแน่นอน  สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ พวกเขาอาจถูกยึดครองสิ่งที่พวกเขาได้พยายามทำมาโดยตลอดในเมืองไป๋เหอมาเป็นเวลาหลายพันปี  ทั้งหมดนั้นอาจจะสูญเปล่าได้
 “ก็อย่างที่เจ้าบอกเขาเมื่อครู่นี้  เจ้าไม่มีทางเลือกที่สอง  ความจริงแล้วข้าไม่ต้องการให้เจ้าพูดอะไร เพราะผู้น้อยอย่างเจ้าถูกกำหนดไม่ให้รู้ความลับมากมายอยู่แล้ว”  บุรุษหน้ากากเงินผู้ติดตามซือจิ่วสืบหาความลับทั้งวันก็คือเย่ว์หยางนั่นเอง เขาจับมนุษย์เงือกแมงกะพรุนที่ตัวสั่นโยนเข้าไปในเจดีย์ปราบปีศาจ  รอจนถึงเวลาอันควรจึงค่อยปล่อยออกออกมาศึกษาดูว่ายังจะใช้ประโยชน์ได้หรือไม่
 “ท่าน..ท่าน...”  เรื่องที่เย่ว์หยางอ้างตัวว่าเป็นจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่ทำให้ซือจิ่วตกใจและสงสัย
 “ข้าไม่อยากจะสนใจเจ้า ปล่อยให้เจ้าได้อยู่คนเดียวเสียบ้าง  เพราะสีหน้าของเจ้า วิธีพูดของเจ้า พ่อของเจ้าไม่หักขาเจ้าก็ดีแค่ไหนแล้ว  แน่นอนว่าเจ้ายังอายุเยาว์  คนหนุ่มมักใจร้อน แต่มองที่ความมีคุณธรรมของเจ้าบ้าง ข้าให้อภัยในความประมาทของเจ้า  และจงทราบเอาไว้ ข้าไม่ค่อยอภัยคนที่ทำความผิดซ้ำสอง”  ทันทีที่เย่ว์หยางยื่นมือออกมา เขาเป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือ ซือจิ่วตกอยู่เงื้อมมือเขาและถูกพาตัวไปยังบันไดสวรรค์ชั้นห้า
พอกลับมาได้ เขาพูดทักทายเย่คงและเจ้าอ้วนไห่กับคนอื่นๆ
เขาปล่อยซือจิ่วซึ่งตัวเต็มไปด้วยเศษดินหิน และโยนลงกับพื้นราวกับโยนกระสอบทราย
เขาไม่สนใจการตอบสนองของซือจิ่วและหายตัวไป  ภารกิจเทเลพอร์ตขนส่งวันละสามรอบทำให้เขาเป็นเหมือนนักธุรกิจเกมออนไลน์ ไม่สามารถจะบ่นให้ใครฟังได้
เย่ว์หยางถูกบังคับให้ต้องวิ่งรอกธุรกิจจากไปแล้ว  เจ้าอ้วนไห่และคนอื่นแสยะยิ้มรุมล้อมให้ความสนใจซือจิ่ว
ซือจิ่วกลัวแทบตาย แต่เขาไม่สามารถหยุดได้!
 “พวกเจ้าจะทำอะไร?  ที่นี่คือที่ไหน?”  ซือจิ่วพบว่าที่นี่เป็นสถานที่แปลกที่เขาไม่เคยเยือนมาก่อน ในการเป็นผู้สะกดรอย ต้องมีความรู้สึกถึงทิศทางและความเข้าใจภูมิภาคนั้นๆ ให้ดี นั่นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมิต้องสงสัย  ซือจิ่วกล้าพูดว่าไม่มีที่ใดในภูมิภาคสวนสวรรค์ที่เขาไม่รู้จัก  ยกเว้นหมอกซ่อน คลื่นควันและซากเมืองโบราณใต้น้ำ  แต่ที่นี่อยู่ที่ไหนกัน?  สถานที่ผีสางนี้ไม่มีน้ำสักหยด มันอยู่ที่ไหนในภูมิภาคสวนสวรรค์  ถ้าไม่ได้อยู่ในภูมิภาคสวนสวรรค์ นักสู้แข็งแกร่งที่อ้างว่าเป็นจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่ สามารถพาเขาออกจากภูมิภาคสวนสวรรค์ได้ในทันที  พลังที่น่ากลัวขนาดนี้ หรือว่าเขาคือเทพเจ้าในตำนาน?
 “ที่นี่คือบันไดสวรรค์ ใช่แล้ว ก็อยู่ในหอทงเทียน ซึ่งเป็นที่เจ้าชาวแดนสวรรค์เคยอยู่มาก่อน   ในเมื่อเป็นหอทงเทียน อย่างนั้นเราก็เป็นชาวพื้นเมืองของหอทงเทียน  เป็นยังไงบ้างคนพื้นเมืองรูปหล่ออย่างข้า เจ้าเคยเห็นมาบ้างหรือเปล่า?”  เจ้าอ้วนไห่ยิ้ม  ซือจิ่วหลั่งเหงื่อเยียบเย็น  เขาเหมือนสินค้าที่กำลังถูกตรวจสอบ
 “หอทงเทียน?”  ซือจิ่วทำอะไรไม่ถูก  เขาไม่เคยคิดว่าเพียงชั่วขณะ เขาจะถูกคนพามาหอทงเทียนที่เผ่าพันธุ์วงศ์ตระกูลของเขาไม่สามารถกลับมาได้หลายพันปีแล้ว
 “เจ้ามีอะไรจะพูดอีกไหม?”  เจ้าอ้วนไห่ใช้มือหนาใหญ่กดไหล่ของซือจิ่วไว้
 “ข้า ข้า.. ตอนนี้ข้า.. ไม่  ข้าเป็นข้ารับใช้จักรพรรดิ  เขาเพิ่งจะรับข้า ตัวข้าเอง ข้าเป็นชาวหอทงเทียน เป็นกลุ่มคนที่ถูกทอดทิ้งตกค้างอยู่ในแดนสวรรค์ ข้าทำหน้าที่เป็นมือปราบคอยติดตามไล่ล่าคนทรยศ ข้ารับการช่วยเหลือจากจักรพรรดิอวี้ขณะที่เขาไล่ตามคนทรยศ”  ซือจิ่วพูดอย่างรวดเร็วสุดชีวิตบอกเล่าเรื่องราวหลายอย่างของเขา  เขารู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ฆ่าเขาแน่  แต่ถ้าเขาไม่ทำให้ชัดเจน หากถูกเจ้าอ้วนโจมตี เขาจะตะโกนบอกได้อย่างไร?  เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ของตนเอง ซือจิ่วตัดสินใจแกล้งทำเป็นร่วมด้วย
 “เจ้าเป็นบริวารของคุณชายไตตันหรือ?”  เขาเห็นคนสองสามคนในกลุ่มแทรกตัวออกมาและจับมือซือจิ่วอย่างเป็นกันเอง
 “เป็นเรื่องจริงหรือนี่?”
 “ยินดีต้อนรับน้องใหม่ ในที่สุดก็ถึงวันที่ข้าหวังไว้เสียที”
ซือจิ่วเกือบประทับใจกับความกระตือรือร้นของคนเหล่านี้ เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อจินหวินและกำลังตื่นเต้นดีใจจนน้ำตาไหลพราก เขาเข้ามาจับมือโอบกอดต้อนรับอย่างอบอุ่น
พระเจ้า ชาวหอทงเทียนให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเองอย่างคาดไม่ถึง!
ด้วยความตื่นเต้นกระตือรือร้นต้อนรับอย่างอบอุ่นและการแนะนำตนเองของคนเหล่านี้ในที่สุดซือจิ่วก็เข้าใจคนกลุ่มนี้  เจ้าอ้วนผู้ดูเหมือนปีศาจมีชื่อว่าไห่ต้าฟู่ แม้ว่าเขาจะอ้างว่าเป็นพี่ใหญ่ของคนกลุ่มนี้  แต่ซือจิ่วรู้สึกว่าเขาดูไม่เหมือนจะเป็นเช่นนั้น  แต่บุรุษชื่อเสวี่ยทันหลางผู้หล่อเหลาเยือกเย็นยังดูคล้ายยิ่งกว่า  นอกจากสองคนนี้แล้วยังมีองค์ชายเทียนหลัวผู้สุภาพอ่อนโยนที่สุด บุรุษผู้ผอมบางแต่สายตามั่นคงดุจขุนเขาชื่อเย่คงน่าจะเป็นผู้ช่วยหรือรองหัวหน้าในกลุ่มคอยรับผิดชอบกลุ่มคนของจักรพรรดิอวี้
สองพี่น้องตระกูลหลี่ หลี่เกอ หลี่ชิวไม่จำเป็นต้องมอง  ต้องเป็นองครักษ์ผู้ภักดีที่สุดแน่นอน
จินหวินผู้ตื่นเต้นมากจนน้ำตาไหลยืนเช็ดน้ำตาเป็นระยะๆ  และฟงจีแมวขโมยที่เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่ม
ขณะที่คนอื่นๆ อีกหลายคนบางคนมีพลังต่ำกว่าเล็กน้อย และบางคนก็สูงกว่าเล็กน้อย ตัวอย่างเช่นพวกที่บอกชื่อว่าจงกวน เฮยถู ไป๋หม่า ฯลฯ น่าจะเป็นคนในกลุ่มเดียวกัน เพราะพลังของพวกเขาดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าเขามาก... “ขอบคุณ ข้าไม่รู้เลยว่าพวกท่านจะต้อนรับอบอุ่นถึงเพียงนี้”  ซือจิ่วตื่นเต้นในหัวใจ
เขาคิดว่า คนในแดนมาตุภูมิของเขามีการแสดงออกที่อบอุ่นเป็นกันเอง!
เจ้าอ้วนไห่คว้าไหล่ของเขาและส่ายหน้าหัวเราะ  “ยัง ยังไม่พอ  เจ้ายังไม่ได้สัมผัสความกระตือรือร้นของพวกเราเลย!” พูดไม่ทันขาดคำ เย่คงก็ปล่อยหมัดเต็มจมูกซือจิ่ว  ซือจิ่วไม่ทันตั้งตัวเลือดกำเดาของไหลทันที  เจ้าอ้วนไห่จับไหล่ของเขาแล้วทุ่มลงกับพื้นหิน
หลังจากพูด ซือจิ่วยังไม่ทันได้ร้อง เขาโดนย่ำไป 78 เท้าเห็นจะได้ เขาคร่ำครวญอย่างหนัก ซือจิ่วรู้สึกเหมือนถูกกระทิงขวิดใส่  กระดูกของเขาลั่นไปทั้งตัว
ซือจิ่วพบว่าคนที่ดุร้ายที่สุดในตอนนี้ก็คือจินหวินผู้ตื่นเต้นเช็ดน้ำตาต้อนรับเขา
ฟงจีที่กอดเขาอย่างกระตือรือร้นก็ไม่ด้อยกว่ากัน  ซือจิ่วแน่ใจเต็มร้อยว่า ถ้าเจ้าพวกบ้านี้ตั้งใจทำร้ายผู้ร่วมงาน  แสดงว่าเขาคงเป็นพนักงานดีเด่นที่สุดในโลก
 “พวกเจ้า พวกเจ้า อ๊า.. จะทำอะไร?”  ซือจิ่วคิดว่ามีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างหรือไม่?
 “นี่คือพิธีต้อนรับแบบพิเศษ!  เจ้าอ้วนไห่ฟาดเขาอย่างแรงและอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง  ราวกับว่าถ้าเขาไม่ตบแรงๆ จะถือว่าไม่เป็นการแสดงความรักต่อซือจิ่ว
 “เดี๋ยวก่อน” ซือจิ่วไม่คิดว่าทุกคนจะต้อนรับเขาแบบนี้จริงๆ  เทียบกับการจับมือและกอดกัน แม้ว่าจะไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง แต่มันก็ยังดีกว่าไล่ทุบตีกันอย่างนี้
 “เราไม่มีอคติต่อเด็กใหม่ทุกคนอยู่แล้ว!  มาเถอะ ให้เราแสดงความขวนขวายต้อนรับน้องใหม่  เรายังคงประเพณีที่ดีงามอย่างนี้ต่อไป มรดกนี้จะถูกละเลยไม่ได้!  อ้วนไห่!  เจ้าหยุดมือทำไม?”  เย่คงมองดูอ้วนไห่ลอบออกจากวง
 “พวกเจ้าเล่นไปก่อน ข้าหิว ข้าจะไปหาอะไรกินเพื่อเพิ่มพลังสักหน่อย จะให้เด็กใหม่ผ่านพิธีรับน้องใหม่ไปโดยไม่ประทับใจได้อย่างไร!  เจ้าอ้วนไห่พูดจนซือจิ่วอยากจะร้องไห้ดังๆ  ถ้าจะตีก็ตีไปเลย นี่ยังต้องกินเอาแรงแล้วค่อยกลับมาตีใหม่  รังแกกันเกินไปหรือเปล่า?
เขาไม่ได้ร้องไห้ แต่จินหวินร้องไห้
เขาร้องไห้เช็ดน้ำตาพลางทุบตีไปด้วย
เจ้าผู้นั้นอธิบายว่า “ข้าตื่นเต้นมากจริงๆ  ข้ารอวันนี้มานานเท่าใดแล้ว.. ทำไมข้าต้องเป็นเด็กใหม่คนล่าสุด? ทำไมคุณชายไตตันไม่รับสมัครคนใหม่?  ข้ามักเหมือนอยู่ในอนาคตที่มืดมน คาดไม่ถึงเลยว่าในที่สุดวันนี้ ความทุกข์ทรมานของข้าจะจบลง แล้วข้าจะไม่มีความสุขได้ยังไง?”
ตอนนี้ซือจิ่วเข้าใจเรื่องทั้งหมดในที่สุด
กลับกลายเป็นว่าคนใหม่จะถูกคนเก่ารังแก!
ไอ้พิธีรับน้องบ้าบอนี่ ใครคิดขึ้นมาวะ นี่เป็นพิธีกรรมอันตรายเกินไปหรือเปล่า?
หลังจากลงมือหนึ่งชั่วโมง ทุกคนเหนื่อยเล็กน้อย จึงหยุดพักกินอาหารกินน้ำ  มีแต่ฟงจีและจินหวินที่ยังทำพิธีต้อนรับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เหมือนกับว่าไม่เคยทุบตีมาก่อน ถ้าไม่ตีหนักขึ้นกลัวว่าตนเองจะตายเสียก่อน
 “พี่ใหญ่ทั้งสอง หยุดพักก่อนเถอะ แล้วค่อยมาต่อใหม่!  ซือจิ่วยอมรับชะตากรรม ยอมรับว่าตนเองเป็นน้องใหม่?  ตอนนี้เขาเห็นฟงจีและจินหวินดูเหนื่อยสายตัวแทบขาดทั้งสองคน  เขาทนดูไม่ไหว เหมือนกับว่าการจะทำงานต้อนรับน้องใหม่ให้ดี ไม่ใช่เรื่องง่าย ฟงจีและจินหวินปฏิเสธคำแนะนำของซือจิ่ว  ทั้งที่เหนื่อยก็ต้องทำต่อไป  ในฐานะคนมาก่อน ถ้าไม่ทำให้เด็กใหม่ประทับใจอย่างลึกซึ้ง นั่นถือเป็นความล้มเหลวของชีวิต
 “เอ่อ..ขอถามได้ไหม เมื่อไหร่จะมีคนใหม่เข้ามาร่วม?”  ซือจิ่วถามปัญหาสุดท้าย พอดีเจ้าอ้วนไห่และคนอื่นก็ฟื้นคืนเรี่ยวแรงหลังจากกินเสร็จ
 “รอไปก่อน มักจะมีมาเรื่อยๆ  อย่างมากไม่เกินครึ่งปี  อย่างเร็วก็เดือนหรือสองเดือน ก็น่าจะมีน้องใหม่เข้ามาร่วม!  เจ้าอ้วนไห่ตอบคำถามให้เป็นอย่างดี
 “....” ซือจิ่วได้ยินแล้วพบว่าคงไม่มีหวังแก้แค้นในช่วงเวลาสั้นๆ เขารู้สึกผิดหวัง
 “พวกเจ้า พวกเจ้าตบหน้าด้วยหรือ?”  เมื่อซือจิ่วพูดไม่ทันจบ เขาพบว่าทุกคนระดมให้คำตอบเขาทันที
โอวแม่เจ้า ปากอีกาแท้ๆ!
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง เย่ว์หยางไปจากเมืองอู๋เย่ แดนสวรรค์ใต้ ไปปราสาทตระกูลเย่ว์ หอทงเทียน และไปยังเมืองลู่หลิวแดนสวรรค์ตะวันตกเสร็จธุระแล้วกลับมายังบันไดสวรรค์ชั้นห้า  คราวนี้เขาพาทุกคนไปยังเมืองไป๋เหอ  คนที่เหยาะแหยะอย่างเจ้าอ้วนไห่จะไม่ก้าวหน้า ถ้าไม่พาพวกเขาไปฝึกซ้อมหาประสบการณ์
ซือจิ่วกลับมายังโรงเตี๊ยมปลาวาฬ หน้าของเขาบวมปูดยิ่งกว่าหัวหมู เถ้าแก่กันฉวนแทบจำลูกชายตนเองไม่ได้
จนกระทั่งเขาเอ่ยปากพูด เถ้าแก่กันฉวนนึกว่าผีหลอก  แต่เขาจำได้ทันทีว่าบุรุษหัวหมูนี้ก็คือลูกชายของเขาเอง ทำเอาเขาแทบตกใจตาย
เถ้าแก่กันฉวนคว้าตัวลูกชายพาเข้าห้องลับ  “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเจ้าถึงกลับมา?”  เขาคิดว่าลูกชายของเขาหนีไปแล้ว แต่คงถูกตรวจพบและแหวกวงล้อมหนีกลับมา ซือจิ่วน้ำตานองหน้าและคุกเข่าต่อหน้าบิดาเขา  “ท่านพ่อ!  ข้า ข้าผิดไปแล้ว..”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เถ้าแก่กันฉวนถลึงตามองดูลูกชายด้วยแววตาอำมหิต  “ลูกอกตัญญู, เจ้าทรยศตระกูลหรือ?”
เขาคิดว่าลูกชายของเขาถูกจับไปทรมานบังคับให้ทรยศพวกพ้อง
ซือจิ่วส่ายหน้าน้ำตาไหลพราก “ท่านพ่อ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นข่าวดี...” เขาพบว่าตนเองถูกมนุษย์เงือกแมงกะพรุนจับได้จากนั้นเย่ว์หยางปรากฏตัวมาช่วยเขาไว้ และในที่สุดพาเขาไปที่บันไดสวรรค์ เขาเล่าเรื่องทุกอย่างรวดเดียว  เถ้าแก่กันฉวนไม่เชื่อในตอนแรก  แต่ขณะนั้นเองเย่ว์หยาง เจ้าอ้วนไห่และพวกพ้องปรากฏตัวที่โรงเตี๊ยมปลาวาฬ
จนกระทั่งเย่ว์หยางแสดงตราเทพจักรพรรดิอวี้  เถ้าแก่กันฉวนจึงปักใจเชื่อว่าลูกชายของเขาพูดจริง
นี่เหมือนกับความฝันจริงๆ
ตอนนี้หอทงเทียนที่เขาไม่ได้กลับไปเป็นพันๆ ปีสามารถกลับไปได้  เพราะพอจักรพรรดิอวี้ตาย ทางผ่านเชื่อมหอทงเทียนและแดนสวรรค์ถูกผนึก นักสู้ชาวหอทงเทียนที่เหลือรอดตกค้างในแดนสวรรค์ทั้งหมดรู้สึกสิ้นหวัง ช่วยอะไรไม่ได้ ถูกโดดเดี่ยวเดียวดายเป็นพันๆ ปี ในที่สุดก็เห็นรุ่งอรุณแห่งความหวัง  หอทงเทียนไม่เพียงแต่กลับไปได้เท่านั้น แต่ยังมีจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่รับตกทอดมรดกของบรรพบุรุษ!
เถ้าแก่กันฉวนหลั่งน้ำตา
เขาร้องไห้เหมือนเด็ก
เขาเป็นผู้เหลือรอดชาวหอทงเทียนซึ่งเกิดในแดนสวรรค์  เขาไม่เคยเห็นหอทงเทียน  แต่ความคิดคำนึงของคนรุ่นปู่ย่าตายายของเขาส่งผลถึงเขา
ไม่ว่าแดนสวรรค์จะดีเพียงใด แต่นี่ไม่ใช่มาตุภูมิของเขา ไม่ใช่รกรากของเขาเอง... คำพูดเหล่านี้เถ้าแก่กันฉวนไม่มีวันลืม  เมื่อทวดของเขาเดินหน้าอย่างไม่ลังเลเพื่อไล่ล่าผู้ทรยศอย่างไม่เหลียวหลังกลับ  น่าเสียดายที่อาจเอาร่างของเขากลับไปฝังที่มาตุภูมิได้ มิฉะนั้นเขาคงไม่มีอะไรต้องเสียใจ
ตอนนี้จะสามารถกลับแดนมาตุภูมิได้ ความปรารถนาสุดท้ายของทวดเขาคงสำเร็จได้
 “สมาชิกจากหอทงเทียนทิ้งบุคคลที่รักเข้ามาในแดนสวรรค์แล้ว ท่านก็ยังไม่ลืมเลือน  หอทงเทียนมาตุภูมิของเราก็ไม่ลืมเลือนพวกท่าน”  ผู้เฒ่าหนานกงซึ่งติดตามมาด้วยกันจับมือของเถ้าแก่กันฉวนด้วยความปลื้มปิติ “ขอต้อนรับสหายกลับบ้าน!
 “ฮือออ!  เถ้าแก่กันฉวนไม่เคยเสียน้ำตามากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ขณะนั้นเองเขาเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์
ทำไมคนรุ่นพ่อถึงได้รักมาตุภูมิถิ่นเกิดของท่าน กลับกลายเป็นว่าเมื่อมีบ้านเกิดก็ต้องมีบ้าน มีความอบอุ่นในหัวใจ นั่นคือรกรากแท้จริง!
เย่ว์หยางมอบหมายกระบวนการทั้งหมดนี้ให้ผู้เฒ่าหนานกงในฐานะหัวหน้าองครักษ์จัดการ
เถ้าแก่กันฉวนสนทนาพูดคุยกับผู้เฒ่าหนานกงตลอดทั้งคืน และเดินออกมาข้างนอกอย่างกระฉับกระเฉง  ยิ่งไปกว่านั้นเขาเคยรู้สึกว่าแก่ขึ้น แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามีพลังไม่สิ้นสุด ยังสามารถทำงานได้อีกหลายร้อยปี
 “ท่านพ่อ!  ซือจิ่วยืนอยู่หน้าประตูเขาลังเลเล็กน้อยก่อนพูดเบาๆ  “ข้าต้องการแนะนำท่านกับคุณชายไตตัน...”
 “เจ้าลูกอกตัญญู!” เถ้าแก่กันฉวนเมื่อได้ยินเช่นนั้นโกรธ ลูกชายโดนทุบตี จะแนะให้พ่อเป็นเด็กใหม่ แล้วโดนซ้อมเพื่อความสะใจหรือ? นี่เขายังเป็นลูกอยู่หรือเปล่า?
ทันใดนั้นเขาวิ่งไปที่ครัวและคว้ามีดทันที
ซือจิ่วกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อเผ่นหนีกระเจิง...

8 ความคิดเห็น:

Wa Wakung กล่าวว่า...

พีธีกรรมที่ดี...

ulomzx กล่าวว่า...

55555:วือจิ่วซวยจริงๆ มีน้องใหม่แต่ทำพิธีต้อนรับน้องใหม่ไม่ได้

อ่าห้า กล่าวว่า...

55555ลูกอกตัญญู

Popcorn กล่าวว่า...

เป็นลูกตอบแทนบุณคุณ บิดาดีมากๆ

Unknown กล่าวว่า...

พ่อนี่ก็ร้าย รู้ทันอีก 55

manit กล่าวว่า...

ใจจ้า

Unknown กล่าวว่า...

ขอบคุณครับ

akekapoj-tee กล่าวว่า...

ขอบคุณมากครับ

แสดงความคิดเห็น