วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เดชคัมภีร์เทพฤทธิ์ ตอนที่ 1032 กำไรชีวิต


ตอนที่  1032  กำไรชีวิต
คัมภีร์อัญเชิญเลื่อนชั้นกลายเป็นคัมภีร์ชั้นศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องเกินคาดเย่ว์หยางไปมาก
 
ความทึ่งอัศจรรย์ใจเช่นนี้ทำให้หลิวเย่ที่อยู่ด้านหลังมองดูอย่างมีความสุข  นางแสดงความยินดีกับเขา  คัมภีร์อัญเชิญ เสี่ยวเหวินหลีและตั่วตั่วเรียกคัมภีร์อัญเชิญของตนออกมาอีกครั้ง  เย่ว์หยางพบว่าพวกนางมีระดับความก้าวหหน้าในระดับที่แตกต่างกัน  แม้แต่หนูทองค้นสมบัติที่ไม่มีพลังรบก็มีการเปลี่ยนแปลงใหม่  เหมือนเป็นสมบัติที่มีจิตวิญญาณ  เจ้าหนูทองตัวน้อยห้าตัวไม่มีพลังรบจะวิวัฒนาการไปเป็นสมบัติระดับศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่?
เย่ว์หยางไม่สามารถตัดสินได้จากพลังตาทิพย์ของเขา
รายละเอียดโดยเฉพาะเจาะจงคาดว่าต้องถามจักรพรรดินีราตรี หรือไม่ก็นางพญาเฟ่ยเหวินหลี
แต่ตอนนี้เย่ว์หยางรู้สึกพอใจ และมีความสุขเหมือนฝนตกมาเป็นซาลาเปา
คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งเลื่อนระดับนั้น มีพลังไร้เทียมทานเหนือกว่าคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่เย่ว์หยางเคยเห็นมาก่อน  คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นของนางพญาเฟ่ยเหวินหลีก็ดูเหมือนจะด้อยกว่าเล็กน้อย
แน่นอนว่าพลังแห่งคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของนางพญาเฟ่ยเหวินหลีมีพลังน้อยลง  เหตุผลหลักอาจเป็นเพราะนางถูกผนึกพลังรบลดน้อยถอยลงไป  ถ้าสามารถออกมาจากผนึกมิติหลุมดำได้ หรือสร้างโลกน้ำแข็งอยู่ในผนึกหลุมดำได้  จะทำให้นางพญาเฟ่ยเหวินหลีฟื้นฟูพลังดั้งเดิมสุดยอดทันที  เย่ว์หยางคาดว่าพลังของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของนางจะยังไม่กลับคืนมาในระดับเดิม  เขาเกรงว่ายังน้อยกว่าเดิมถึงสิบเท่า ตอนแรกที่เขาเห็นพลังคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของนาง มีขนาดครึ่งหนึ่งของตอนที่นางสร้างโลกหิมะน้ำแข็งในหลุมดำ พลังของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ยังมีความต่างกันมาก
อย่างน้อยย่อมมีการเลื่อนระดับหลายครั้ง
การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในร่างกาย รวมทั้งพลังต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้มาหลังจากเลื่อนชั้นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์  เย่ว์หยางยังไม่อาจเข้าใจทั้งหมดรวดเดียว
ถ้าวงเวทยักษ์ไม่คงอยู่ในท้องฟ้าถึงสามวันและมีโอกาสที่จะถูกค้นพบ  เหลือเวลาการผจญภัยไม่นาน เย่ว์หยางจะต้องปล่อยวางภารกิจของเขาไปก่อน ก่อนอื่นเขาจะต้องเข้ามิติหลุมดำก่อนและเข้าไปสนทนากับนางพญาเฟ่ยเหวินหลี  หรือไม่ก็กลับหอทงเทียนไปหาจักรพรรดินีราตรีและแม่สี่เพื่อถามพวกนางเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเรื่องคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
 “ไม่ว่ายังไงก็ตาม เราต้องรีบไปเอาสมบัติกันก่อน ถ้าปล่อยให้คนของตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์หรือนักสู้ที่ทรงพลังแข็งแกร่งได้กลิ่น เราจะสูญเสียโอกาส” เย่ว์หยางตัดสินใจวางเรื่องคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ไปก่อน  เพราะมันไม่หนีไปไหน ค่อยค้นคว้าช้าๆ ก็ได้  นอกจากนี้ แม้ว่าเขาจะสอบถามนางพญาเฟ่ยเหวินหลีและจักรพรรดินีราตรี  ก็อาจไม่ได้คำตอบที่ดีที่สุด อย่าว่าแต่แม่สี่ นางคงไม่พูดแน่
ในความเป็นจริง เย่ว์หยางรู้ว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับเขายังไม่สามารถคลี่คลายได้ทั้งหมด
ไม่มีใครรู้  ไม่มีใครเข้าใจ
หลิวเย่ตั้งใจฟังเย่ว์หยาง และเขาตัดสินใจล่าสมบัติต่อ
เมื่อนางได้ยินเขาพูดถึงตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ นางคิดว่าในช่วงสามวันที่ผ่านมา  ด้วยบริวารของตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ที่มีมากมาย ไม่มีเหตุผลใดที่พวกเขาจะไม่พบเห็นวงเวทขนาดใหญ่  ถ้ามีคนที่แข็งแกร่งระดับจ้าวสุริยามาถึง  สถานการณ์จะตกอยู่ในความไม่แน่นอน.. นางรีบพยักหน้าและเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของเขา
 “ผนึกถูกเปิดแล้ว แต่ข้าไม่พบประตูเทเลพอร์ตใดเลย”  หลิวเย่อยู่กับเย่ว์หยางในช่วงสามวันที่ผ่านมา  นางไม่ใช่สตรีที่โง่ เคลื่อนไหวไปพร้อมกับกวางทะลุมิติต่อเนื่อง  ทุกครั้งนางจะเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อป้องกันการโจมตีของศัตรู และตรวจหาประตูเทเลพอร์ต  นางค้นหาประตูเทเลพอร์ตที่ไม่ได้ปิดกั้นและประตูทางเข้าขุมสมบัติลับอย่างระมัดระวัง
นั่นทำให้นางเสียใจ
นางหาอยู่สามวัน แต่ไม่พบเจออะไร
เย่ว์หยางพานางบินไปรอบๆ พื้นที่ในท้องฟ้า ใจกลางของพื้นที่วงเวทขนาดใหญ่
ในที่สุดเขาขมวดคิ้วและหยุด วงเวทยักษ์ในท้องฟ้า  ไม่มีประตูเทเลพอร์ตหรือทางเข้าโบราณ หลิวเย่ค้นหาอย่างระมัดระวัง
ถ้าไม่อยู่ในพื้นที่ใจกลางแล้วมันอยู่ที่ไหน?  มันอยู่โดยรอบหรือขอบวงเวทยักษ์?  เขารู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะวงเวทยักษ์ลอยฟ้าประกอบด้วยอักขระรูนนับไม่ถ้วนมีขนาดใหญ่เกินไป ถ้ากำหนดจุดภายนอกใจกลางวงเวทรูน  ทางเข้าหรือประตูเทเลพอร์ตจะต้องอยู่ที่ขอบวงเวท  คาดว่าพลังงานที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงกว้างใหญ่อาจพังลงได้
 “ลูกพ่อ!  เจ้าล่ะคิดยังไงบ้าง?”  เย่ว์หยางมองเสี่ยวเหวินหลี  ปีศาจอสรพิษน้อยมีสัญชาตญาณนักสู้ที่แข็งแกร่ง  สัญชาตญาณการต่อสู้ของเธอไม่มีผลต่องานล่าสมบัติ  แต่เธอพยายามช่วยคิด
 “อืม..”  เสี่ยวเหวินหลีไม่ตอบทันที  แต่ช่วยคิดอะไรบางอย่าง  สัญชาตญาณสู้รบช่วยอะไรไม่ได้ ตอนนี้เธอใช้ปัญญาคิดแทน
 “ข้าคิดว่าอาจจะเป็นที่อื่นไม่ใช่ในท้องฟ้า...”  นางพญาดอกหนามมงกุฎทองตั่วตั่วแสดงความเห็น นางคิดว่าถ้าทางเข้าโบราณอยู่ในที่ใดที่หนึ่งในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยอักขระรูน ก็คงยากมาก ที่สำคัญวงเวทรูนในท้องฟ้านั้นมีอยู่ด้วยตัวมันเองเชื่อมโยงกับมิติที่แตกต่าง อาจทำให้เกิดมิติแตกสลายเพราะมีพลังมากเกินไป
 “ไม่ได้อยู่ในท้องฟ้า?”  เย่ว์หยางมีความคิดดีๆ ขึ้นในใจ
เสี่ยวเหวินหลีมีปัญญาเฉลียวฉลาดมีความคิดผุดขึ้นมาทันที  เธอหันไปทางน้ำและชี้ไปที่น้ำ  พร้อมทั้งบ่งบอกว่าทางเข้าอาจอยู่ใต้เท้าของทุกคนไม่ใช่บนท้องฟ้า การคาดเดาของเธอใกล้เคียงกับความคิดที่เกิดขึ้นในใจเย่ว์หยาง
เย่ว์หยางปรบมือเห็นด้วยอย่างเต็มที่
ทางเข้าหรือประตูเทเลพอร์ตเข้าขุมสมบัติไม่ได้อยู่ในท้องฟ้า  มีความเป็นไปได้หลายอย่าง หนึ่งนั้นก็คือวงเวทยักษ์ที่ลอยอยู่ในกลางท้องฟ้า มีทางเข้าโลกภายใน  สองแม้ว่าไม่ใช่แต่จุดตำแหน่งตรงนั้นไม่สามารถรองรับพื้นที่ได้ แกนกลางพลังงานถูกเย่ว์หยางกลืนกินไปแล้ว  พื้นที่ส่วนกลางก็หายไป  นอกจากนี้สถานที่ใดที่สามารถรองรับจุดศูนย์กลางของพลังงานทั้งหมดของท้องฟ้าได้หรือ?
ประการที่สาม ทุกคนรู้ว่าเมืองไป๋เหอมีตำนานโบราณเล่าขานเกี่ยวกับตำหนักน้ำยุคก่อนที่จมลงในน้ำและถูกแผ่นดินกดทับอีกครั้ง
แม้ว่าสมบัติลับโบราณนี้จะไม่ใช่ตำหนักน้ำโบราณ  แต่ทางเข้าโบราณมีความเป็นไปได้ว่าจะถูกฝังจากทวีปที่กดทับ
ข้อสงสัยสุดท้าย เย่ว์หยางสงสัยว่าสุดยอดนักรบโบราณใช้วิธีการหยินหยางสลับกัน
วงเวทรูนบนท้องฟ้าไม่สามารถทนรับน้ำหนักได้ดังนั้นศูนย์กลางทางเข้าโบราณจึงถูกวางไว้ข้างนอกแนววงเวทรูน
ทั้งสองจะสอดคล้องและอยู่ห่างกัน
ใต้น้ำ
ว่างเปล่าไม่มีอะไร
แม้แต่ปลาและสิ่งมีชีวิตใต้น้ำก็หายไปไม่เหลือรู้สึกเหมือนกับเป็นแผ่นดินที่ตายแล้ว
เย่ว์หยางไม่ท้อถอย หลังจากค้นหาใต้น้ำเกือบชั่วโมง  เขาพบเป้าหมายที่เขามองหาด้วยการใช้ดาบจันทร์เสี้ยวฟันเปิดทางในภูเขาใต้น้ำ  ครั้งนี้เย่วหยางใช้ท่าแรกผ่าภูผา  พลังฟันแตกต่างจากครั้งก่อนมากมาย  เขาตัดภูเขาที่กว้างถึงหนึ่งกิโลเมตรขาดครึ่ง
ภูเขาที่ถูกตัดมีลำแสงฉายออกมาจากในส่วนที่ลึกที่สุด
ด้วยความช่วยเหลือของเสี่ยวเหวินหลีและตั่วตั่ว  เย่ว์หยางใช้เวลาสามนาที เย่ว์ปราบพื้นทั่วภูเขาทั้งหมด
ในน้ำที่อยู่ตรงข้ามกับวงเวทใหญ่พลันมีวังน้ำวนขนาดหมื่นเมตรใหญ่โตมหึมา  ภายใต้การควบคุมของเย่ว์หยาง น้ำในน้ำวนถูกกันออกไปกลายเป็นช่องว่างที่ถูกสร้างขึ้น
หลังจากปราบพื้นที่ใต้น้ำแล้ว ลำแสงเจิดจ้าก็ฉายพุ่งทะลุขึ้นมา
เห็นได้ชัดว่าที่ใต้น้ำมีวงเวทอักขระรูนที่อยู่ใต้น้ำอย่างน้อยสิบกิโลเมตร  นี่ไม่ใช่ส่วนแยกของวงเวทยักษ์ในท้องฟ้า  แต่เป็นทางเข้าโบราณที่คงอยู่ในตัวของมันเอง และเป็นอิสระในตัวมันเองนอกเหนือจากวงเวทยักษ์ในท้องฟ้า
เย่ว์หยางนึกไม่ออกเลยว่านักสู้ระดับไหนถึงทำได้ขนาดนี้
สถานที่สร้างนี้ไม่ด้อยไปกว่าผนึกหลุมดำเลย
ละเอียดอ่อนเกินบรรยาย
 “ท่านจะเข้าไปตอนนี้หรือไม่?”  หลิวเย่ตื่นเต้นมาก ก่อนที่เย่ว์หยางจะผสานและดูดซับพลังงานวงเวทยักษ์ในท้องฟ้า คัมภีร์อัญเชิญของเขาเลื่อนเป็นคัมภีร์ชั้นศักดิ์สิทธิ์  นั่นก็น่าทึ่งพอแล้ว  ตอนนี้ค้นพบทางเข้าโบราณ  จะมีสมบัติแบบไหนรออยู่ในทางเข้าโบราณ?  ในทางเข้าโบราณนี้จะตรงไปยังตำหนักน้ำในตำนานหรือไม่?
 “รอเดี๋ยว, เจ้าเข้าไปกันสองคน  เสี่ยวเหวินหลีและตั่วตั่วตามข้ามา!  สาวกิเลนปิงหยินจู่ๆ ก็ออกมา และยิ้มพาเสี่ยวเหวินและตั่วตั่วแยกออกมา ไม่จำเป็นต้องพูด  นางต้องการพาทั้งสองเข้าไปในคัมภีร์เทพ  ไม่ใช่แค่เพียงเสี่ยวเหวินหลีและสาวมังกรไร้เขาเจี้ยงอิงเท่านั้น  ดูเหมือนว่าตั่วตั่วก็ได้รับคุณสมบัตินี้ด้วย
 “......”  ปิงหยินน่าสงสัย  สาวน้อยนี้ออกมาอยู่ต่อหน้าขุมสมบัติอย่างนี้หรือ?  เย่ว์หยางขมวดคิ้วสงสัย
 “ก็ได้ ไปเถอะ”  หลิวเย่ไม่ได้คิดอะไรมาก
ทางเข้าขุมทรัพย์นี้อยู่ข้างหน้า  และสาวกิเลนปิงหยินไม่เร่งรัดเข้าไปฉวยเอา
มีความน่าจะเป็นหลายอย่าง  ประการแรก ไม่มีอะไรที่นางสนใจ  ประการที่สอง นางแอบเข้ามาในช่วงที่เขาหลับไปสามวัน  ประการที่สามทางเข้าโบราณนี้ ไม่อาจเข้าไปได้ง่ายๆ ต่อให้มีทางเข้า ก็มิใช่จะเข้าไปเอาสมบัติได้ง่ายๆ  คาดว่าส่วนใหญ่คงได้แต่มองดูด้วยความเสียดาย  ดังนั้นสาวกิเลนปิงหยินจึงไม่ต้องการเสียเวลาและสิ้นเปลืองพลังงาน
ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้แบบไหน ล้วนส่งผลกระทบต่อจิตใจเย่ว์หยาง
ช่างเถอะ  หวังว่าจะเป็นข้อแรก หรือไม่ก็ข้อสอง!
เย่ว์หยางจับมือหลิวเย่บินเข้าไปในลำแสงพลังงาน  ในเมื่อเขาเข้ามาถึงหน้าประตูแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เข้าไปสำรวจดู  ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ทำลายซะ เขาจะไม่ยอมให้พวกตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์เอาไปใช้ประโยชน์ต่อรอง!
ด้วยความคิดที่เห็นแก่ตัว เย่ว์หยางกระโจนเข้าไปในลำแสงพลังงาน
ในทันใดนั้นมีพลังกฎสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมซึ่งทั้งสองคนมิอาจต้านทานได้ ทั้งเย่ว์หยางและหลิวเย่ต้องตะลึงเมื่อพบว่าพลังกฎสวรรค์นี้เป็นพลังชนิดปลดอาวุธ  อาวุธของทั้งสองคนและชุดเกราะรบถูกปลดแยกออกไป  ถ้าไม่ใช่เพราะเย่ว์หยางมือไวตาไวคว้าสมบัติเหล่านั้นกลับเข้าไปในโลกคัมภีร์ได้แล้ว เกรงว่าพลังกฎสวรรค์นั้นจะโยนสมบัติอาวุธออกไปจนเลยสวรรค์เก้าชั้นฟ้าก็เป็นได้
ยกเว้นอาวุธและเกราะรบ ทุกอย่างในร่างรวมทั้งแหวนเก็บสมบัติไม่ตกอยู่ใต้บังคับของกฎนี้
เย่ว์หยางและหลิวเย่ใช้ความรวดเร็วสุดชีวิตเก็บสมบัติสำคัญทันที
ส่วนเสื้อผ้านั้นสายเกินกว่าจะรวบรวมเก็บได้ มันหายไปด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตามเปล่า  พลังกฎสวรรค์นี้ไม่ได้ทำอันตราย แต่คืนค่าให้ทั้งสองอยู่ในสภาพดั้งเดิม
พลังกฎสวรรค์นี้ไม่ทำร้ายผู้คน  แต่ปฏิเสธทุกอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมบัติต่างๆ อาวุธชุดเกราะจะถูกจำกัดโดยกฎสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด...เย่ว์หยางพูดไม่ออก  กฎสวรรค์นี้ไม่ใช่เป็นกฎห้ามการต่อสู้  แต่เป็นเพียงการปลดอาวุธผู้ที่เข้ามาเท่านั้น แล้วทำไม ทำไมถึงไม่เหลือเสื้อผ้าไว้สักชิ้นเล่า?  ถ้าเขามาล่าสมบัติกับนางเซียนหงส์ฟ้าหรือราชันย์ปีศาจใต้  ก็คงจะไม่เป็นไร  แต่นี่เขามากับหลิวเย่
โชคดีที่ไม่ได้มากับปิงเอ๋อหรือพี่เย่ว์หวี่  มิฉะนั้นคงน่าอายมากยิ่งกว่า
เย่ว์หยางยังคงจับมือหลิวเย่  แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าอยู่ในสภาพเปลือยเต็มที่และส่งผลต่อภาพพจน์ของเขาเล็กน้อย  แต่เขาไม่คิดจะปล่อยมือสาวน้อยง่ายๆ
หลิวเย่เขินอายหน้าแดงจนถึงคอ
เพราะนางยังมีพลังอ่อนแอจึงต้องให้เย่ว์หยางจูงมือนำหน้านาง  ดังนั้นนางแน่ใจได้ว่าจะไม่บินออกนอกลำแสงพลังงาน เหลือแต่มือข้างที่ไม่รู้จะปกปิดร่างกายทั้งหมดได้อย่างไร นางข่มความอายและลังเลว่าจะยอมให้เขาจูงมือนางต่อหรือไม่  นี่เป็นโอกาสเสี่ยงอันตรายร่วมกับเขาตามลำพัง  นางไม่ต้องการแสดงความขลาดเขลา... ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตาม ต่อให้ขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นบน นางก็มุ่งมั่นจะตามเขาไป
ถ้านางหนีเขาตอนนี้  นางจะมีคุณสมบัติอะไรพอติดตามเขาไปสุดหล้าฟ้าเขียวได้
หลิวเย่เม้มปากข่มความอายในใจ
นางต้องการร่วมมือกับเขาเอง!
ดังนั้นนางจึงหนีไม่ได้!
นางฝึกฝนการใช้กวางทะลุมิติฝึกฝนเทเลพอร์ตมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้แสดงบทบาทอะไร  นางจะหนีช่วงเวลาที่นางต้องการมากที่สุดได้อย่างไร?
เจ้าต้องพยายามให้มาก หลิวเย่!  เจ้าต้องกล้าเข้าไว้!
 “ข้า ข้า ไม่เป็นไร!” หลิวเย่ก้มหน้าจนปากแทบชิดถึงหน้าอก แต่นางไม่ต้องการปล่อยมือเย่ว์หยาง
 “กฎสวรรค์และพลังงานในที่พังๆ บ้าบอนี่  น่ารำคาญจริงๆ อย่างไรก็ตามทุกอย่างในโลกไม่สามารถเอาชนะเราได้!  เย่ว์หยางแสร้งทำเป็นไม่เห็นร่างเปลือยขาวผ่องปานหิมะ เขาพานางล่องไปตามลำแสงพลังงานผ่านทางเข้าโบราณไปพร้อมกับนาง  เขาไม่รู้ว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า  แต่ในเมื่อเขาพาสาวน้อยมาด้วยแล้ว เขาจะให้นางได้พบเห็นร่างกายที่เปลือยเปล่าเต็มที่ ก็แค่ความเสี่ยงในการผจญภัย ในใจของเด็กหนุ่มจากมิติอื่นจะพูดออกมาหรือ?
 “ฮืม..”  หลิวเย่ตื่นเต้นจนน้ำตาไหล
แน่นอนว่านางจะไม่ปล่อยมือเขาไปตลอด
ตราบเท่าที่นางเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายร่วมกับเขา นางไม่สนใจว่าจะเป็นเรื่องอึดอัดน่าอาย
การเผชิญสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ว่านางจะควบคุมได้  ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนางจะต้องเอาชนะความยากลำบากร่วมกับเขา ให้การสนับสนุนที่ดีที่สุดแก่เขา  นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด
หลิวเย่ว์ตื่นเต้นในใจ
จนลืมปกปิดความอาย
นางชูมือมุ่งมั่นบอกกับเย่ว์หยางว่า นางจะพยายามให้หนัก!
เย่ว์หยางแสร้งทำเป็นไม่เห็น แต่ลอบกลืนน้ำลายคิดว่าสาวน้อยนี้เปิดเผยร่างกายที่งดงามอย่างนี้  นี่นับว่าเป็นกำไรชีวิตของเขาจริงๆ

6 ความคิดเห็น:

ulomzx กล่าวว่า...

ใกล้แล้วศิษย์หลิวเย่...ใกล้เสร็จอาจารย์เย่ว์หยางแล้ว 555555

manit กล่าวว่า...

ใจจ้า

zen zen กล่าวว่า...

ผมก็เอะใจตั้งแต่ตอนบันไดสวรรแล้วเย่หวี่อาจจะไม่ใช่คนของตระกูลเย่จิงๆก็ได้แต่เป็นหลิวเย่แทนถ้าไครยังจำได้ก็น่าจะคิดเหมือนผม

nutzido กล่าวว่า...

ขอบคุณครับ

krisda กล่าวว่า...

ขอบคุณครับ

อ่าห้า กล่าวว่า...

หลิวเย่กะเย่หวี่เป็นพี่น่องกันนิ พวกนางเป็นลูกเพื่อนพ่อเย่หวี่อะที่ไม่ใช่พ่อเเท้ๆอะ

แสดงความคิดเห็น