ตอนที่ 1003
คนตายเท่านั้นที่รู้ความลับ
เฒ่าเถี่ยเหมากลับมาถึงบ้านที่เต็มไปด้วยขวดเหล้า
เขาใช้เท้าเขี่ยแหวกทำพื้นที่ว่างบนพื้น
และตรงกลางมีกลิ่นขยะ จากนั้นนอนอย่างสบายราวกับว่าอยู่ในสวนดอกไม้
บ้านนี้ไม่มีใครมาเยี่ยมเยือนเกินกว่าสามร้อยปีแล้ว ตั้งแต่ปีนั้นทหารหญิงแขนเดียวต้องการจะแต่งงานกับเฒ่าเถี่ยเหมา
แต่เพราะทัศนคติที่มีต่อเฒ่าเถี่ยเหมาต่างกัน จึงไม่มีใครเคยเข้ามาในห้องของเขาอีก
ก่อนที่เฒ่าเถี่ยเหมาจะหลับมีหนูสองสามตัวเจาะฝาห้องเป็นรูแล้วคลานเข้ามาทำขวดเหล้าในล้มกลิ้งระเนระนาด
อย่างไรก็ตามเฒ่าเถี่ยเหมากลับทำเป็นไม่เห็น
ราวกับว่าหนูสองสามสามตัวที่วิ่งอยู่ข้างหน้า
เป็นเพียงอากาศว่างเปล่า
ที่ข้างนอกหน้าต่างที่เฒ่าเถี่ยเหมาให้เช่าสร้างเป็นโรงเตี๊ยมปลาวาฬ
ดำเนินธุรกิจโดยกันฉวน เขาคุยกับซือจิ่ว “พี่เถี่ยเหมาเคยขึ้นนอนเร็ว
ไม่ต้องเคาะประตู แค่โยนอาหารเข้าไปทางหน้าต่างให้คล้องตะขอเหล็กที่สูงที่สุด เชือกนี้ต้องให้แขวนเข้ากับตะขอ มิฉะนั้นหนูจะกัดกิน ทุกสามวันพี่เถี่ยเหมาจะต้องร่ำสุรา เมื่อเจ้าต้องเอาสุราไปส่งเขา
ควรวางไว้ที่ประตูก็พอ”
“เข้าใจแล้ว
เถ้าแก่โปรดวางใจ” ซือจิ่วผู้มาใหม่เป็นคนฉลาด เขาจำทุกอย่างได้ในรวดเดียว
ขณะที่เขาไปที่หน้าต่างและมองดู
เขาเอื้อมมือเข้ามาอย่างาช้าๆ
อาหารที่ห่อด้วยกระดาษมันผูกเชือกเป็นห่วง และโยนเข้าไปเบาๆ เขาแค่โยนให้คล้องห่วงจากด้านบนหลังคา
ตราบเท่าที่เฒ่าเถี่ยเหมาต้องการกิน ก็แค่ลุกจากเตียงเอื้อมมือหยิบก็กินได้
ในที่สุดซือจิ่วคิดจะวางขวดเหล้าเป็นสิบขวดทางด้านซ้ายของประตู
เขาเชื่อว่าเฒ่าเถี่ยเหมาจะพบเห็นทันทีที่เปิดประตู
บริการนี้เริ่มขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ไม่ว่าจะมีพายุฝนคะนองอย่างไรก็ตาม
เฒ่าเถี่ยเหมาไม่ได้เก็บค่าเช่าที่ดิน แม้ว่าเถ้าแก่กันฉวนจะส่งค่าเช่าทั้งหมดให้สมาคมเหล็กและส่งต่อให้เฒ่าเถี่ยเหมา ตราบเท่าที่เฒ่าเถี่ยเหมายินดี
ก็สามารถรับได้ทุกเวลา
เฒ่าเถี่ยเหมาไม่เคยรับเงิน
เขาไม่คิดค่าเช่า
แต่ขอกินเหล้าในโรงเตี๊ยมปลาวาฬของเถ้าแก่กันฉวน ตราบเท่าที่มีเหล้าให้เขาดื่ม
อย่างนั้นทุกอย่างไม่มีปัญหา
ด้วยการส่งอาหารและเหล้าด้วยวิธีนี้
ยืดเวลาไปได้อีกห้าร้อยปี
มีเสียงกรนหลังจากเฒ่าเถี่ยเหมาหลับ
อย่างไรก็ตามหนูหิวโหยกังวลเล็กน้อย พวกมันตั้งตารอคอยอาหารอยู่เบื้องบน
พวกมันไม่มีสติปัญญาเพียงพอจะขึ้นไปเอาอาหารได้
จึงได้แต่วิ่งอย่างกระวนกระวายอยู่บนพื้น
เมื่อหนูเหนื่อยหนักแทบตาย
พวกมันพยายามทำทุกวิถีทางแต่ไม่ได้รับอะไรเลย ดังนั้นพวกมันจึงต้องวิ่งจากไป
เฒ่าเถี่ยเหมาหรี่ตามองทันที
นัยน์ตาฉายประกาย
จมูกยังคงส่งเสียงกรน
ทันใดนั้นเขาหยิบกล่องดำเล็กออกมาจากใต้ที่นอน
เขาเปิดกลไกลกล่องดำ
น่าแปลกที่เกิดเสียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าคล้ายกับเสียงของเฒ่าเถี่ยเหมากรน
เฒ่าเถี่ยเหมาเป็นเหมือนควันแสงเหมือนกับภูตพราย แอบเข้าไปในห้องครัวที่เหมือนกับไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานาน
เต็มไปด้วยสนิม เขาสัมผัสกลไกที่ซ่อนอยู่ใต้เตาเบาๆ
เตาทั้งหมดแยกออกจากกันเบาๆ
อุโมงค์ใต้ดินดำมืดถูกเปิดออก
เป็นทางลาดทะแยงลงไป
ไม่ทราบว่าเฒ่าเถี่ยเหมาสัมผัสที่ใดเบาๆ
เตาที่แยกออกจากกันก็ปิดตัวทันที ส่วนคนเดินไปตามทางเดินใต้ดินอย่างแผ่วเบา
ประมาณนาทีต่อมา
มีจุดไฟสลัวปรากฏที่ด้านหน้าทางเดินมืดมิดและใกล้เข้ามา
ปรากฏว่าเป็นแท่นเหล็กขนาดใหญ่มหึมา
บนแท่นเหล็กมีประตูเหล็กอยู่บานหนึ่ง
เหนือประตูเหล็กมีฟันเฟืองเหล็กขนาดใหญ่ซ้อนกันสำหรับขับเคลื่อนกัน
มนุษย์กอริลลาและมนุษย์กุ้งมังกรสวมเกราะเหล็กมองดูเหมือนนายทวารบาลผู้น่าเกรงขาม
ยืนอยู่ที่หน้าประตูเหล็ก
เมื่อเห็นว่าเฒ่าเถี่ยเหมากำลังเข้ามา ทั้งสองแสดงความเคารพพร้อมกัน
มนุษย์กุ้งถามด้วยความสงสัย “นายท่าน,
วันนี้ช้ากว่าปกติไปถึงสามนาทีได้ยังไง?
ปกติท่านจะตรงต่อเวลาไม่เคยผิดพลาดแม้แต่วินาทีเดียว!”
สีหน้าของเฒ่าเถี่ยเหมาเหมือนกับคนจมน้ำ เขาส่งเสียงพึมพำเบาๆ “ร้านของกันฉวนมีคนงานใหม่เพิ่มเข้ามาอีก..
บางทีเขาอาจรู้บางอย่างบ้างแล้ว และมีความสงสัย
ข้าแน่ใจถึง 80%
ว่าซือจิ่วถูกส่งมาตรวจสอบข้า
ซือจิ่วนั่นมองผิวเผินเหมือนสวะตัวหนึ่ง
แต่เขาเก็บงำพลังปราณฟ้าเอาไว้
คนอย่างนั้นจะมาที่เมืองไป๋เหอในฐานะเด็กฝึกงานหรือ? ข้ออ้างแบบนี้น่าขันเป็นบ้า!
เจ้าจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
เจ้าฆ่ากันฉวน ซือจิ่วและคนอื่นๆ ได้เลย
ในห้วงเวลาคับขันเช่นนี้อย่าให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น!”
“ขอรับ!”
กอริลลาและมนุษย์กุ้งตอบรับแข็งขันดวงตาเป็นประกายอำมหิต
ขณะนั้นเฒ่าเถี่ยเหมายืนอยู่เพียงลำพัง
เด็กบริกรชื่อซือจิ่ว
เป็นคนฉลาด
เขาหลบไปจากหน้าต่างเร็วเหมือนสายฟ้า
เมื่อเขากลับมาในโรงเตี๊ยมปลาวาฬ
เถ้าแก่กันฉวนยิ้มและถอนหายใจทั้งวัน กำลังรอเขาอย่างอารมณ์ดี
“คนผู้นั้นไม่อยู่ที่นั่น” ซือจิ่วคำนับกันฉวนด้วยความเคารพ เขาทำท่าวันทยาหัตถ์
“เจ้าเสี่ยงเกินไปแล้ว! เมื่อไม่กี่วันมานี้ข้าไม่ได้ละเลยความตื่นตัวของผู้อื่น
ดังนั้นข้าจึงไปดูว่าบุรุษผู้นั้นอยู่ที่ไหน
เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุรุษผู้นั้นน่ากลัวเพียงไหน...ก่อนหน้าที่เจ้าจะมา มีผู้ติดตามร่องรอยเหมือนกับเจ้า 12 คน
ฝีมือดีกว่าเจ้าเสียชีวิตด้วยน้ำมือของเขา
ข้าเข้าใจว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ในตอนนี้
เจ้าต้องการพิสูจน์ความสามารถของเจ้าให้เร็วที่สุด
แต่วิธีทำงานที่กระตือรือร้นเกินไปของเจ้ามีแต่จะเร่งรัดความตายให้มาหาตัวเจ้า .... นักสืบน้อย! เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องใช้เวลาและพลังมากแค่ไหนกว่าจะพบแหล่งที่นี่? เราทำงานกันอย่างหนักตั้งแต่สองหมื่นปีที่แล้ว!
เราใช้เวลาสามพันปีกว่าจะประสบความสำเร็จเข้าสู่เมืองไป๋เหอได้
แต่เนื่องจากความต้องการรีบเร่งจะให้งานสำเร็จของเจ้า นั่นเกือบทำลายงานทั้งหมดของเรา”
เสียงของเถ้าแก่กันฉวนไม่ดังแต่แฝงการตำหนิรุนแรง
“ข้าผิดไปแล้วพ่อ! แต่ข้าไม่อาจรอได้จริงๆ
ตอนนี้พวกเขาฆ่าคนอย่างบ้าคลั่งเอาเลือดทาสบูชายัญ ถ้าไม่ใช่เปิดตำหนักน้ำ
หรือต้องใช้งานโบราณสถานใดสักแห่ง
เราไม่อาจปล่อยพวกเขาให้ทำงานได้สำเร็จ
มิฉะนั้น ตระกูลมือปราบของเราจะไม่มีทางปราบพวกเขาได้ ตอนนี้ฝ่ายมือปราบของเรามีแต่จะอ่อนแอลงทุกที
ถ้าพวกทรยศเหล่านี้ได้สมบัติลับของตำหนักน้ำหรือโบราณสถานไป ผลที่ตามมาคงเป็นหายนะที่มิอาจคาดคิด!”
ซือจิ่วคุกเข่าต่อหน้ากันฉวนทั้งน้ำตา
“ท่านพ่อ!
ข้าจะแจ้งผู้ล้างแค้นและตุลาการเบื้องบนเพื่อให้พวกเขามายังเมืองไป๋เหอทันที มิฉะนั้นเราคงได้แต่มองดูพวกเขาแข็งแกร่งมากขึ้น
พอเวลาผ่านไปการตามล่าอาจกลับกัน
อาจเกิดการไล่ล่ากันอย่างไม่รู้จบ”
“อย่าเรียกข้าว่าพ่อ... ไม่มีสถานะพ่อ-ลูกที่นี่
มีแต่ผู้หลอกล่อ และผู้สะกดรอยตาม
มีแต่ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น” เถ้าแก่กันฉวนแก้ไขคำพูดอย่างจริงจัง เขาพยายามสงบเสียง
แม้จะเป็นห้องลับเขาไม่พูดดัง
“ขอรับ” ซือจิ่วรับปาก
แต่แทนที่จะลุกขึ้นเขากลับกอดขาของเถ้าแก่กันฉวน
“เจ้าเป็นผู้สะกดรอยที่ไม่มีคุณสมบัติเอาเสียเลย” เถ้าแก่กันฉวนโกรธและตบหน้าซือจิ่ว
“ทุกครั้งเจ้าจะปล่อยให้อารมณ์ครอบงำตนเองไม่ได้ เจ้าต้องควบคุมภารกิจของเจ้า!”
“ท่านพ่อ!
ตอนนี้ไม่ใช่ยุคของนางพญาผู้พิชิตและจักรพรรดิอวี้ที่เรารู้จักอีกต่อไปแล้ว ประตูเข้าแดนสวรรค์ถูกปิดไปแล้ว เรากลับไปหอทงเทียนไม่ได้อีกแล้ว เรากลายเป็นกองทัพต่อต้านที่ถูกโดดเดี่ยว
นอกจากนี้หอทงเทียนยังถูกตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ปราบปรามจนพินาศไม่สามารถกอบกู้ฟื้นคืนอำนาจได้
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดผู้แข็งแกร่งทรงพลังอย่างจักรพรรดิอวี้ขึ้นมาอีก
อิทธิพลของคนทรยศเริ่มขยายมากขึ้นเรื่อยๆ
นักสู้ที่พวกเขาสร้างขึ้นมามีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนคนฝ่ายเรามีแต่จะลดน้อยถอยลง กำลังหลักก็ถูกตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า
อีกไม่นานเราจะไม่สามารถยึดฐานในแดนสวรรค์ได้อีก แม้ว่าบางคนเต็มใจจะให้ที่พักพิงกับเรา
แต่เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การปราบปราม ท่านพ่อ! ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่สุดในชีวิตแล้ว!
ตราบใดที่เราปราบกบฏเมืองไป๋เหอได้และฆ่าพวกมนุษย์เงือกต้องสาปและสัตว์ประหลาด เขตปกครองนี้จะเป็นของตระกูลมือปราบของเรา และด้วยความลับของตำหนักน้ำและโบราณสถานแห่งนี้
ตระกูลมือปราบของเราจะสามารถสร้างผู้เยาว์ที่โดดเด่นขึ้นมาได้ ท่านพ่อ! นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของเรา เราต้องคว้าโอกาสล้างแค้น....” ซือจิ่วขอร้องอย่างหนัก
“เจ้าลูกดื้อ
ผลประโยชน์นี้ใช่ไหมที่ทำให้เจ้าไม่สนใจเชื่อฟังข้า...” เถ้าแก่กันฉวนชี้หน้าซือจิ่วและตัวสั่นด้วยความโกรธ “รู้ไหม
ทำไมเราถึงแตกต่างจากพวกทรยศ?
เป็นเพราะเรายังรักษาจิตใจ ไม่ให้ถูกผลประโยชน์ครอบงำ”
“แม้ว่าเราจะถูกบังคับให้อยู่ที่แดนสวรรค์ แม้ว่าข้าไม่อาจกลับไปหอทงเทียนได้อีกต่อไป แต่หัวใจเราจะไม่เปลี่ยน และเรายังเป็นนักรบหอทงเทียนที่น่าภาคภูมิใจ”
“ถ้าเราต้องยอมแพ้ต่อความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว
เรายังมีคุณสมบัติใดพอจะกล้ากล่าวอ้างว่าเป็นนักรบหอทงเทียน?
มีคุณสมบัติใดจะกล่าวอ้างว่าเราสืบทอดมาจากหอทงเทียนที่ไม่มีวันตายได้ตลอดไป เหตุผลที่เราเป็นมือปราบไม่ใช่คนทรยศที่ต้องหลบซ่อนอยู่ในตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์
ไม่ใช่เป็นมนุษย์เงือกต้องสาปที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองไป๋เหอแห่งนี้
เพราะเราไม่เคยสับสนกับผลประโยชน์ในแดนสวรรค์ หัวใจของเรายังคงเป็นของหอทเทียนอยู่เสมอ
และจะไม่มีทางลืมรากเหง้าของตนเองเพราะผลประโยชน์แน่”
“ในฐานะหัวหน้างานและพ่อของเจ้า ข้าขอเตือนเจ้านักสะกดรอยหนุ่ม ความคิดของเจ้าอันตราย...
ถ้าเจ้าไม่เปลี่ยนความคิดให้เร็วเท่าที่เป็นไปได้
ข้าจะปลดเจ้าออกจากตำแหน่งผู้สะกดรอย
นักรบหอทงเทียนอาจพ่ายแพ้และตายได้
แต่จะไม่ยอมแพ้โดยไม่สู้เลยเด็ดขาด! เจ้าสามารถกลัวศัตรูได้ นี่ไม่ใช่ความผิด เพราะเจ้ายังเป็นปุถุชน
แต่ในฐานะคนทรยศที่ทิ้งหอทงเทียนไปเข้ากับพวกแดนสวรรค์ เจ้าจะเป็นคนขลาดเขลาเช่นนั้นไม่ได้
เพราะเรื่องราวหลายอย่างที่คาดไม่ถึงย่อมเกิดขึ้นได้ ลูกพ่อ!
ผู้ไม่มีปณิธานมักจะพังทลาย
ไม่ว่าเจ้าจะมีพลังมากเพียงไหน
ก็จะไม่มีคุณสมบัติเป็นนักรบหอทงเทียน
ไม่,
บอกได้เลยว่าเจ้าไม่มีพลังที่แข็งแกร่ง
ถ้าเจ้าไม่เข้าใจว่าปณิธานราชันย์เป็นเช่นไร เจ้าจะไม่ได้เป็นนักรบที่แท้จริง”
เถ้าแก่กันฉวนสูดหายใจลึกและโบกมืออย่างอ่อนล้าเล็กน้อย “ด้วยสถานะและความแข็งแกร่งในจิตใจของเจ้า เจ้าควรรีบจากไปในวันพรุ่งนี้
เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอเป็นนักสะกดรอย เพราะพฤติกรรมใจร้อนของเจ้า
ทำให้อนาคตของเจ้าตกอยู่ในอันตราย เจ้าต้องจากไปโดยเร็ว”
ซือจิ่วเงียบ
เป็นเวลานาน
เขาจึงลุกขึ้นยืนและพูดเบาๆ “ท่านพ่อ
ท่านเห็นสภาวะปราณราชันย์ชัดเจนไหม?”
เถ้าแก่กันฉวนส่ายศีรษะ
ซือจิ่วหน้าแดงและกระซิบเบาๆ “บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่เบื้องบนหลอกลวงท่าน
ท่านไม่จำเป็นต้องมีสภาวะปราณราชันย์เลย
เหตุใดนักสู้ผู้ทรงพลังที่แข็งแกร่งในตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ถึงไม่มีพลังสภาวะปราณราชันย์? เราต้องตระหนักถึงปณิธานปราณราชันย์? เมื่อเราฝึกฝนไปทีละขั้น
แต่เรากลับไม่ได้อะไรเลยหรือ?
วิธีการฝึกที่ไม่แน่นอนนี้อาจล้าสมัยก็ได้
ตราบใดที่สร้างความแข็งแกร่งด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นเป็นวิธีสะท้อนระดับความสามารถของบุคคล สภาวะปราณราชันย์เป็นตำนานที่มีข้อจำกัด
จะก่อตัวโคจรได้เหมือนสายน้ำหรือ?” เ
ถ้าแก่กันฉวนจ้องมองเขาอย่างเย็นชา สีหน้าของเขาเหมือนกับมองคนแปลกหน้า
หลังจากผ่านไปนาน
ซือจิ่วก้มหัวและพูดเสียงอ่อย “ท่านพ่อ! ข้า ข้าผิดไปแล้ว”
“เจ้าไม่ได้รู้สำนึกผิดอย่างแท้จริง ข้าเสียใจจริงๆ ข้าคิดว่าเจ้าฉลาดที่สุด
เป็นคนที่มีแรงบันดาลใจมากที่สุด
ใครจะรู้ว่าเจ้าแย่ยิ่งกว่าพี่ชายผู้โง่เขลากว่าเจ้า จงไสหัวไปเดี๋ยวนี้ ด้วยระดับพลังของเจ้า เจ้ากล้าวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของบรรพบุรุษที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าไร้ความสามารถ
เจ้าก็เหมือนกับมดที่ไม่มีทางเข้าใจจิตวิญญาณของมังกรยักษ์ที่บินอยู่เหนือสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
ไสหัวกลับไปสำนึกผิดเดี๋ยวนี้ ร้อยปีนี้อย่าโผล่มาให้ข้าเห็นหน้าอีก ไปซะ!” เถ้าแก่กันฉวนอดโมโหไม่ได้และเตะซือจิ่วออกไปทันที
“รับทราบ”
ซือจิ่วลุกขึ้นอย่างหมดแรง
เขาทำความเคารพเถ้าแก่กันฉวนและออกไปอย่างคับแค้นใจ
เขารีบบรรจุสัมภาระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว
เก็บของที่จำเป็นไว้ในแหวนเก็บสมบัติ
และกล่าวคำอำลาไปทางห้องที่เถ้าแก่กันฉวนอยู่
อย่างไรก็ตามหลังจากเคาะประตูหลายครั้ง
เถ้าแก่กันฉวนยังคงโกรธอยู่ไม่ให้ความสนใจเขา
เขาได้แต่ยืนคำนับสามครั้ง
และลอบออกไปจากโรงเตี๊ยมปลาวาฬออกอ้อมไปทางกำแพง
ความเคลื่อนไหวของเขาถูกมนุษย์เงือกครึ่งแมงกะพรุนใสจับตา และจากนั้นดำน้ำไปหามุมไกลๆ
แห่งหนึ่ง เอาเรือพายที่เก็บไว้ในแหวนออกมา
ขณะที่คอยสังเกตรอบข้างอย่างระมัดระวังและพายเรือห่างออกไป...
หลังจากพายออกไปได้ร้อยเมตร ที่นี่เป็นจุดปลอดสายตาจากทหารประจำกำแพงเมือง ซือจิ่วเอาขวดยาสีดำออกมาจากแหวนเก็บสมบัติและปล่อยหมอกพรางตัว
อย่างไรก็ตาม
เขาไม่รู้ว่ามนุษย์เงือกร่างใสเหมือนแมงกะพรุนมายืนอยู่เหนือหัวตั้งแต่เมื่อใด
“น้องซือจิ่ว! เจ้าเพิ่งมาถึงที่นี่เพียงไม่กี่วัน
ทำไมถึงรีบร้อนจากไปนักเล่า?
หรือเจ้าตำหนิว่าทหารเมืองอย่างเราฝีมือไม่พอสู้นักสะกดรอยอย่างเจ้า?
เฮ้..ทุกคนก็เป็นชาวหอทงเทียนด้วยกันทั้งนั้น เราผู้พี่จะปล่อยให้เจ้ากลับไปมือเปล่าได้อย่างไร?
ข้าจะไม่ให้เจ้าได้รู้ความลับเล็กน้อยบ้างได้ยังไง? น้องซือจิ่ว มาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปยังเมืองใต้ดินของเรา สถานที่ซึ่งเจ้าคิดหามาเป็นเวลานาน ทั้งหมดสามารถมองเห็นได้ รับรองเห็นได้ชัด! ไม่ อย่าทำเรื่องโง่ๆ ด้วยพลังอย่างเจ้า
ถ้าเจ้าต้องการทำอย่างอื่น
มีแต่จะหาเรื่องอัปยศอดสู แล้วเจ้าจะเสียใจในภายหลัง....”
“ตายก็ไม่ดีหรือ”
หน้าของซือจิ่วเป็นสีน้ำเงิน
และเขาชักมีดสั้นสีน้ำเงินขึ้นมาขู่
“ไม่!” มนุษย์เงือกแมงกะพรุนหัวเราะ
และกวาดแขนยาวใส่ทันที
ซือจิ่วพบว่าร่างของเขาเป็นอัมพาตทันที
ตลอดทั้งร่างแข็งเหมือนกับหิน
ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แม้แต่หายใจยังยากลำบาก
ขณะนั้นเองเงาแห่งความตายทาบทับหัวใจของเขา
และในตอนนี้เองเขาถึงได้ตระหนักถึงความกลัวและคำตำหนิของบิดาตนเองนั้นถูกต้อง
เขารู้สึกสำนึกเสียใจ
เขาต้องการกลับไปขอโทษบิดาบอกว่าเขาสำนึกผิดจริงๆ
อย่างไรก็ตามไม่มีโอกาสเสียแล้ว “ข้าฆ่าปลาตัวน้อยอย่างเจ้าอย่างน้อยปีละห้าคนขึ้นไป หนุ่มน้อย เจ้าอย่านึกว่าจิตใจของเจ้าร้อนแรงจะต้องทำอะไรสักอย่างเช่นฆ่าเพื่อผดุงความยุติธรรม หอทงเทียนไม่ได้เป็นของเจ้า แม้ว่าเราจะทรยศต่อหอทงเทียน
แล้วเจ้าเล่าสนิทกับหอทงเทียนหรือ เจ้าอยู่ในแดนสวรรค์มานานแล้ว
แต่งงานมีลูกมีเมียแล้ว เคยกลับไปหอทงเทียนสักวันบ้างหรือยัง? เจ้าเคยเห็นหอทงเทียนบ้างไหม? ไม่เลย
หอทงเทียนเป็นเพียงตำนานในความฝันของเจ้า! เจ้าคิดว่านักสู้ที่นั่นจะมีอะไร? ความคิดของเจ้ามันไร้สาระ
ตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ถล่มที่นั่นจนเหลือแต่ซากหักพังไปหมดแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีคนอาศัยอยู่ที่นั่น
แต่พวกมันก็เหมือนกับมดแมลง บุรุษหนุ่ม! เจ้าเชื่อตำนานจริงๆ
หรือว่าจักรพรรดิอวี้ที่พวกเจ้าเชิดชูกันนักว่ามีพลังมากมาย
ทำไมถึงปล่อยให้ตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ฆ่าตายเล่า? อย่าบอกนะว่าเป็นแผน
เจ้ากับข้าก็รู้อยู่เต็มอกว่าในโลกนี้มีคนสองประเภท หนึ่งคือคนเป็น อีกหนึ่งคือคนตาย
ไม่ว่าจักรพรรดิอวี้จะแข็งแกร่งเพียงไหนเขาก็เป็นคนตาย
ในทางกลับกันตระกูลผู้หลบหนีนั้นอ่อนแอแต่ก็ยังรอดชีวิตอยู่ได้
ใครแข็งแกร่ง ใครอ่อนแอ เจ้าบอกความแตกต่างได้หรือไม่? บางทีจักรพรรดิอวี้เป็นพวกหน้าโง่
ที่สวะอย่างพวกเจ้ายกย่อง แต่อย่างพวกเจ้าก็แค่มีชีวิตฝันกลางวันคิดเอาเองว่าจะผดุงความเป็นธรรม ขอโทษที่ต้องบอกว่าเจ้าไม่มีคุณสมบัติ!”
“.....”
ซือจิ่วฝีมือด้อยกว่าย่อมไม่มีอะไรจะพูดและหลับตารอความตาย เขาเป็นบุรุษหนุ่มค่อนข้างเลือดร้อน แต่เขามีความภูมิใจพื้นฐานว่า อย่างน้อยเขามีแนวคิดอย่างนักรบ ถ้าฝ่ายตรงข้ามต้องการเกลี้ยกล่อมหรือบังคับเขาให้บอกความลับ
เขาเสียใจที่ต้องบอกว่า อีกฝ่ายคิดผิด
“ว่าแต่ตอนนี้ต่อให้เป็นจักรพรรดิอวี้ผู้โง่เขลาก็ช่วยเจ้าไม่ได้ แต่เจ้ายังช่วยบอกความจริงกับข้าได้ มิฉะนั้น ข้าไม่รังเกียจที่สั่งสอนวิธีการทรมานให้กับเจ้า เด็กฉลาดอย่างเจ้าคงรู้ว่าข้าต้องการอะไร”
มนุษย์เงือกร่างแมงกะพรุนกล่าวพลางหัวเราะ
ซิวจิ่วยังคงเงียบ
หัวใจของเขาเต้นช้าลง เขาได้รับการฝึกฝนเพื่อการตอบโต้พิเศษ ตราบเท่าที่ฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีทรมาน ร่างของเขาจะตายลงอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าเขาอาจไม่รอดชีวิตจากการทรมานทั้งที่มีรอยยิ้ม
แต่อีกฝ่ายจะไม่สามารถหยุดความตายของผู้สะกดรอยหนุ่มที่ทำงานผิดพลาดได้..
“พวกเจ้ามือปราบวิเศษมาก
ข้าจะช่วยส่งเจ้าสู่เส้นทางปรภพเป็นการประหยัดเวลาของข้า” มนุษย์เงือกร่างแมงกะพรุนเข้ามาชิดร่างซิวจิ่วและพูดเบาๆ “เจ้าต้องการรู้ความลับของเราไม่ใช่หรือ? ข้าจะบอกเจ้าทั้งหมดก็ได้ แต่ความลับนี้มีแต่คนตายเท่านั้นที่รู้!
ถูกแล้ว..เรากำลังบูชายัญด้วยเลือด
ตอนนี้เรากำลังจะฟื้นคืนชีพให้บรรพบุรุษยุคก่อนของเรา ตราบใดที่บรรพบุรุษยุคก่อนของเราได้รับการชุบชีวิต เขาจะเปิดซากโบราณสถานใต้เมืองไป๋เหอ
ในเวลานั้นเราจะโดดเด่นขึ้นมาและตามหาพวกมือปราบอย่างพวกเจ้า
ตามจับพวกเจ้าคนโง่ที่อวดรู้ส่งไปให้ตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์...
พวกเขาบางคนสนใจเจ้ามากนะ ความลับนี้ยอดไหมเล่า? แต่น่าเสียดายเจ้าไม่อาจรอดชีวิตกลับไปบอกพวกพ้องเจ้าได้อีกแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าควรจะขอบใจข้าไม่ใช่หรือ? มือปราบน้อย อย่าลืมก่อนที่เจ้าจะตาย
ชื่อของข้าคือ.....
“ความจริง..ข้าไม่สนใจชื่อของเจ้าสักเท่าไหร่ แต่เจ้าช่วยบอกเรื่องความลับที่เพิ่งพูดไปนี้ให้ชัดเจนมากกว่านี้ได้ไหม?”
ทันใดนั้นเองมีบุรุษหนุ่มรูปงามสวมหน้ากากเงินปิดหน้ายืนอยู่ด้านหลังมนุษย์เงือกแมงกะพรุนและตบไหล่อีกฝ่ายหนึ่งพูดอย่างยิ้มแย้ม “ข้าวิ่งรอกทั้งคืน โดนความชื้นทำให้เสื้อผ้าของข้าเปียก
เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ สุดท้ายมาได้ยินความลับเล็กๆ น้อยๆ
ที่เจ้าบอกว่ามีแต่คนตายเท่านั้นที่รู้
เจ้าพูดให้ข้าฟังง่ายๆ หน่อยเถอะ!”
การปรากฏตัวของเขาทำให้มนุษย์เงือกแมงกะพรุนและซือจิ่วตกใจทั้งคู่
ผู้นี้เป็นใครกัน?
ปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อใด?
มนุษย์เงือกแมงกะพรุนต้องการโจมตีบุรุษหน้ากากเงินผู้นี้
แต่เขาต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขาไม่สามารถขยับได้ แต่เป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือของอีกฝ่าย
เหมือนกุ้งที่ถูกลอกเปลือกตากแดดน่าสมเวทนา “เจ้า..เจ้าคือ....” มนุษย์เงือกแมงกะพรุนตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
“ข้าน่ะหรือ?
ดูเหมือนข้าจะเป็นจักรพรรดิอวี้หน้าโง่ที่เจ้าเพิ่งกล่าวไงเล่า!”
บุรุษหนุ่มหน้ากากเงินยิ้มเฉิดฉันท์เหมือนดวงอาทิตย์
และเขาไม่ลืมเสริมต่อ
“แน่นอนว่าข้าคือจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่!”

10 ความคิดเห็น:
ขิงแปบ
ชอบบ่นว่าจักรพรรดิอวี้มีคนรู้จักไปทั่ว แต่ตัวเองก็ยอมรับชื่อจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่ นะพี่เย่ว
ค้างงงงงงงงงงง
พล่ามมากเกิน พี่เย่ว์เรามาแล้วไง
ใจจ้า
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ
ใช่ มะก่อนเห็นพูดว่าจักรพรรดิอวี้คือจักรพรรดิอวี้ ส่วนข้าคือข้า ข้าจะสร้างตำนานของตัวเองงี้ เเต่กลับยอมรับชื่อจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่ซะงั้น
น่าจะเอาไว้ข่มชาวบ้าน พูดสั้นๆ เข้าใจง่ายดี(ขี้เกียจ) 555
แสดงความคิดเห็น