วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563

เดชคัมภีร์เทพฤทธิ์ ตอนที่ 1003 คนตายเท่านั้นที่รู้ความลับ


ตอนที่  1003  คนตายเท่านั้นที่รู้ความลับ
เฒ่าเถี่ยเหมากลับมาถึงบ้านที่เต็มไปด้วยขวดเหล้า

เขาใช้เท้าเขี่ยแหวกทำพื้นที่ว่างบนพื้น และตรงกลางมีกลิ่นขยะ จากนั้นนอนอย่างสบายราวกับว่าอยู่ในสวนดอกไม้  บ้านนี้ไม่มีใครมาเยี่ยมเยือนเกินกว่าสามร้อยปีแล้ว  ตั้งแต่ปีนั้นทหารหญิงแขนเดียวต้องการจะแต่งงานกับเฒ่าเถี่ยเหมา แต่เพราะทัศนคติที่มีต่อเฒ่าเถี่ยเหมาต่างกัน จึงไม่มีใครเคยเข้ามาในห้องของเขาอีก
ก่อนที่เฒ่าเถี่ยเหมาจะหลับมีหนูสองสามตัวเจาะฝาห้องเป็นรูแล้วคลานเข้ามาทำขวดเหล้าในล้มกลิ้งระเนระนาด
อย่างไรก็ตามเฒ่าเถี่ยเหมากลับทำเป็นไม่เห็น
ราวกับว่าหนูสองสามสามตัวที่วิ่งอยู่ข้างหน้า เป็นเพียงอากาศว่างเปล่า
ที่ข้างนอกหน้าต่างที่เฒ่าเถี่ยเหมาให้เช่าสร้างเป็นโรงเตี๊ยมปลาวาฬ ดำเนินธุรกิจโดยกันฉวน เขาคุยกับซือจิ่ว “พี่เถี่ยเหมาเคยขึ้นนอนเร็ว ไม่ต้องเคาะประตู แค่โยนอาหารเข้าไปทางหน้าต่างให้คล้องตะขอเหล็กที่สูงที่สุด  เชือกนี้ต้องให้แขวนเข้ากับตะขอ  มิฉะนั้นหนูจะกัดกิน   ทุกสามวันพี่เถี่ยเหมาจะต้องร่ำสุรา เมื่อเจ้าต้องเอาสุราไปส่งเขา ควรวางไว้ที่ประตูก็พอ”
 “เข้าใจแล้ว  เถ้าแก่โปรดวางใจ” ซือจิ่วผู้มาใหม่เป็นคนฉลาด เขาจำทุกอย่างได้ในรวดเดียว
ขณะที่เขาไปที่หน้าต่างและมองดู
เขาเอื้อมมือเข้ามาอย่างาช้าๆ อาหารที่ห่อด้วยกระดาษมันผูกเชือกเป็นห่วง และโยนเข้าไปเบาๆ  เขาแค่โยนให้คล้องห่วงจากด้านบนหลังคา ตราบเท่าที่เฒ่าเถี่ยเหมาต้องการกิน ก็แค่ลุกจากเตียงเอื้อมมือหยิบก็กินได้
ในที่สุดซือจิ่วคิดจะวางขวดเหล้าเป็นสิบขวดทางด้านซ้ายของประตู  เขาเชื่อว่าเฒ่าเถี่ยเหมาจะพบเห็นทันทีที่เปิดประตู
บริการนี้เริ่มขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ไม่ว่าจะมีพายุฝนคะนองอย่างไรก็ตาม
เฒ่าเถี่ยเหมาไม่ได้เก็บค่าเช่าที่ดิน  แม้ว่าเถ้าแก่กันฉวนจะส่งค่าเช่าทั้งหมดให้สมาคมเหล็กและส่งต่อให้เฒ่าเถี่ยเหมา  ตราบเท่าที่เฒ่าเถี่ยเหมายินดี ก็สามารถรับได้ทุกเวลา  เฒ่าเถี่ยเหมาไม่เคยรับเงิน  เขาไม่คิดค่าเช่า  แต่ขอกินเหล้าในโรงเตี๊ยมปลาวาฬของเถ้าแก่กันฉวน  ตราบเท่าที่มีเหล้าให้เขาดื่ม อย่างนั้นทุกอย่างไม่มีปัญหา
ด้วยการส่งอาหารและเหล้าด้วยวิธีนี้ ยืดเวลาไปได้อีกห้าร้อยปี
มีเสียงกรนหลังจากเฒ่าเถี่ยเหมาหลับ
อย่างไรก็ตามหนูหิวโหยกังวลเล็กน้อย  พวกมันตั้งตารอคอยอาหารอยู่เบื้องบน พวกมันไม่มีสติปัญญาเพียงพอจะขึ้นไปเอาอาหารได้ จึงได้แต่วิ่งอย่างกระวนกระวายอยู่บนพื้น
เมื่อหนูเหนื่อยหนักแทบตาย  พวกมันพยายามทำทุกวิถีทางแต่ไม่ได้รับอะไรเลย  ดังนั้นพวกมันจึงต้องวิ่งจากไป
เฒ่าเถี่ยเหมาหรี่ตามองทันที นัยน์ตาฉายประกาย
จมูกยังคงส่งเสียงกรน
ทันใดนั้นเขาหยิบกล่องดำเล็กออกมาจากใต้ที่นอน เขาเปิดกลไกลกล่องดำ น่าแปลกที่เกิดเสียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าคล้ายกับเสียงของเฒ่าเถี่ยเหมากรน  เฒ่าเถี่ยเหมาเป็นเหมือนควันแสงเหมือนกับภูตพราย แอบเข้าไปในห้องครัวที่เหมือนกับไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานาน เต็มไปด้วยสนิม เขาสัมผัสกลไกที่ซ่อนอยู่ใต้เตาเบาๆ
เตาทั้งหมดแยกออกจากกันเบาๆ
อุโมงค์ใต้ดินดำมืดถูกเปิดออก เป็นทางลาดทะแยงลงไป
ไม่ทราบว่าเฒ่าเถี่ยเหมาสัมผัสที่ใดเบาๆ เตาที่แยกออกจากกันก็ปิดตัวทันที ส่วนคนเดินไปตามทางเดินใต้ดินอย่างแผ่วเบา
ประมาณนาทีต่อมา มีจุดไฟสลัวปรากฏที่ด้านหน้าทางเดินมืดมิดและใกล้เข้ามา ปรากฏว่าเป็นแท่นเหล็กขนาดใหญ่มหึมา  บนแท่นเหล็กมีประตูเหล็กอยู่บานหนึ่ง เหนือประตูเหล็กมีฟันเฟืองเหล็กขนาดใหญ่ซ้อนกันสำหรับขับเคลื่อนกัน
มนุษย์กอริลลาและมนุษย์กุ้งมังกรสวมเกราะเหล็กมองดูเหมือนนายทวารบาลผู้น่าเกรงขาม
ยืนอยู่ที่หน้าประตูเหล็ก
เมื่อเห็นว่าเฒ่าเถี่ยเหมากำลังเข้ามา  ทั้งสองแสดงความเคารพพร้อมกัน
มนุษย์กุ้งถามด้วยความสงสัย  “นายท่าน, วันนี้ช้ากว่าปกติไปถึงสามนาทีได้ยังไง?  ปกติท่านจะตรงต่อเวลาไม่เคยผิดพลาดแม้แต่วินาทีเดียว!
สีหน้าของเฒ่าเถี่ยเหมาเหมือนกับคนจมน้ำ  เขาส่งเสียงพึมพำเบาๆ  “ร้านของกันฉวนมีคนงานใหม่เพิ่มเข้ามาอีก.. บางทีเขาอาจรู้บางอย่างบ้างแล้ว และมีความสงสัย  ข้าแน่ใจถึง 80% ว่าซือจิ่วถูกส่งมาตรวจสอบข้า  ซือจิ่วนั่นมองผิวเผินเหมือนสวะตัวหนึ่ง  แต่เขาเก็บงำพลังปราณฟ้าเอาไว้  คนอย่างนั้นจะมาที่เมืองไป๋เหอในฐานะเด็กฝึกงานหรือ?  ข้ออ้างแบบนี้น่าขันเป็นบ้า!  เจ้าจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด  ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย  เจ้าฆ่ากันฉวน ซือจิ่วและคนอื่นๆ ได้เลย  ในห้วงเวลาคับขันเช่นนี้อย่าให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้น!
 “ขอรับ!” กอริลลาและมนุษย์กุ้งตอบรับแข็งขันดวงตาเป็นประกายอำมหิต
ขณะนั้นเฒ่าเถี่ยเหมายืนอยู่เพียงลำพัง
เด็กบริกรชื่อซือจิ่ว เป็นคนฉลาด
เขาหลบไปจากหน้าต่างเร็วเหมือนสายฟ้า
เมื่อเขากลับมาในโรงเตี๊ยมปลาวาฬ เถ้าแก่กันฉวนยิ้มและถอนหายใจทั้งวัน กำลังรอเขาอย่างอารมณ์ดี
 “คนผู้นั้นไม่อยู่ที่นั่น”  ซือจิ่วคำนับกันฉวนด้วยความเคารพ  เขาทำท่าวันทยาหัตถ์
 “เจ้าเสี่ยงเกินไปแล้ว!  เมื่อไม่กี่วันมานี้ข้าไม่ได้ละเลยความตื่นตัวของผู้อื่น  ดังนั้นข้าจึงไปดูว่าบุรุษผู้นั้นอยู่ที่ไหน  เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุรุษผู้นั้นน่ากลัวเพียงไหน...ก่อนหน้าที่เจ้าจะมา  มีผู้ติดตามร่องรอยเหมือนกับเจ้า 12 คน ฝีมือดีกว่าเจ้าเสียชีวิตด้วยน้ำมือของเขา  ข้าเข้าใจว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ในตอนนี้  เจ้าต้องการพิสูจน์ความสามารถของเจ้าให้เร็วที่สุด   แต่วิธีทำงานที่กระตือรือร้นเกินไปของเจ้ามีแต่จะเร่งรัดความตายให้มาหาตัวเจ้า  .... นักสืบน้อย!  เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องใช้เวลาและพลังมากแค่ไหนกว่าจะพบแหล่งที่นี่?  เราทำงานกันอย่างหนักตั้งแต่สองหมื่นปีที่แล้ว!  เราใช้เวลาสามพันปีกว่าจะประสบความสำเร็จเข้าสู่เมืองไป๋เหอได้  แต่เนื่องจากความต้องการรีบเร่งจะให้งานสำเร็จของเจ้า  นั่นเกือบทำลายงานทั้งหมดของเรา”  เสียงของเถ้าแก่กันฉวนไม่ดังแต่แฝงการตำหนิรุนแรง
 “ข้าผิดไปแล้วพ่อ!  แต่ข้าไม่อาจรอได้จริงๆ  ตอนนี้พวกเขาฆ่าคนอย่างบ้าคลั่งเอาเลือดทาสบูชายัญ  ถ้าไม่ใช่เปิดตำหนักน้ำ หรือต้องใช้งานโบราณสถานใดสักแห่ง  เราไม่อาจปล่อยพวกเขาให้ทำงานได้สำเร็จ  มิฉะนั้น ตระกูลมือปราบของเราจะไม่มีทางปราบพวกเขาได้  ตอนนี้ฝ่ายมือปราบของเรามีแต่จะอ่อนแอลงทุกที  ถ้าพวกทรยศเหล่านี้ได้สมบัติลับของตำหนักน้ำหรือโบราณสถานไป  ผลที่ตามมาคงเป็นหายนะที่มิอาจคาดคิด!  ซือจิ่วคุกเข่าต่อหน้ากันฉวนทั้งน้ำตา  “ท่านพ่อ!  ข้าจะแจ้งผู้ล้างแค้นและตุลาการเบื้องบนเพื่อให้พวกเขามายังเมืองไป๋เหอทันที  มิฉะนั้นเราคงได้แต่มองดูพวกเขาแข็งแกร่งมากขึ้น พอเวลาผ่านไปการตามล่าอาจกลับกัน  อาจเกิดการไล่ล่ากันอย่างไม่รู้จบ”
 “อย่าเรียกข้าว่าพ่อ... ไม่มีสถานะพ่อ-ลูกที่นี่ มีแต่ผู้หลอกล่อ และผู้สะกดรอยตาม  มีแต่ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น”  เถ้าแก่กันฉวนแก้ไขคำพูดอย่างจริงจัง  เขาพยายามสงบเสียง แม้จะเป็นห้องลับเขาไม่พูดดัง
 “ขอรับ” ซือจิ่วรับปาก แต่แทนที่จะลุกขึ้นเขากลับกอดขาของเถ้าแก่กันฉวน
 “เจ้าเป็นผู้สะกดรอยที่ไม่มีคุณสมบัติเอาเสียเลย”  เถ้าแก่กันฉวนโกรธและตบหน้าซือจิ่ว  “ทุกครั้งเจ้าจะปล่อยให้อารมณ์ครอบงำตนเองไม่ได้  เจ้าต้องควบคุมภารกิจของเจ้า!
 “ท่านพ่อ! ตอนนี้ไม่ใช่ยุคของนางพญาผู้พิชิตและจักรพรรดิอวี้ที่เรารู้จักอีกต่อไปแล้ว  ประตูเข้าแดนสวรรค์ถูกปิดไปแล้ว  เรากลับไปหอทงเทียนไม่ได้อีกแล้ว  เรากลายเป็นกองทัพต่อต้านที่ถูกโดดเดี่ยว  นอกจากนี้หอทงเทียนยังถูกตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ปราบปรามจนพินาศไม่สามารถกอบกู้ฟื้นคืนอำนาจได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดผู้แข็งแกร่งทรงพลังอย่างจักรพรรดิอวี้ขึ้นมาอีก อิทธิพลของคนทรยศเริ่มขยายมากขึ้นเรื่อยๆ  นักสู้ที่พวกเขาสร้างขึ้นมามีมากขึ้นเรื่อยๆ  แต่จำนวนคนฝ่ายเรามีแต่จะลดน้อยถอยลง  กำลังหลักก็ถูกตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า  อีกไม่นานเราจะไม่สามารถยึดฐานในแดนสวรรค์ได้อีก  แม้ว่าบางคนเต็มใจจะให้ที่พักพิงกับเรา  แต่เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การปราบปราม  ท่านพ่อ!  ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่สุดในชีวิตแล้ว!  ตราบใดที่เราปราบกบฏเมืองไป๋เหอได้และฆ่าพวกมนุษย์เงือกต้องสาปและสัตว์ประหลาด  เขตปกครองนี้จะเป็นของตระกูลมือปราบของเรา  และด้วยความลับของตำหนักน้ำและโบราณสถานแห่งนี้  ตระกูลมือปราบของเราจะสามารถสร้างผู้เยาว์ที่โดดเด่นขึ้นมาได้  ท่านพ่อ!  นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของเรา  เราต้องคว้าโอกาสล้างแค้น....”  ซือจิ่วขอร้องอย่างหนัก
 “เจ้าลูกดื้อ ผลประโยชน์นี้ใช่ไหมที่ทำให้เจ้าไม่สนใจเชื่อฟังข้า...”  เถ้าแก่กันฉวนชี้หน้าซือจิ่วและตัวสั่นด้วยความโกรธ  “รู้ไหม  ทำไมเราถึงแตกต่างจากพวกทรยศ?  เป็นเพราะเรายังรักษาจิตใจ ไม่ให้ถูกผลประโยชน์ครอบงำ”
 “แม้ว่าเราจะถูกบังคับให้อยู่ที่แดนสวรรค์ แม้ว่าข้าไม่อาจกลับไปหอทงเทียนได้อีกต่อไป  แต่หัวใจเราจะไม่เปลี่ยน  และเรายังเป็นนักรบหอทงเทียนที่น่าภาคภูมิใจ”
 “ถ้าเราต้องยอมแพ้ต่อความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว เรายังมีคุณสมบัติใดพอจะกล้ากล่าวอ้างว่าเป็นนักรบหอทงเทียน?  มีคุณสมบัติใดจะกล่าวอ้างว่าเราสืบทอดมาจากหอทงเทียนที่ไม่มีวันตายได้ตลอดไป   เหตุผลที่เราเป็นมือปราบไม่ใช่คนทรยศที่ต้องหลบซ่อนอยู่ในตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เป็นมนุษย์เงือกต้องสาปที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองไป๋เหอแห่งนี้  เพราะเราไม่เคยสับสนกับผลประโยชน์ในแดนสวรรค์  หัวใจของเรายังคงเป็นของหอทเทียนอยู่เสมอ และจะไม่มีทางลืมรากเหง้าของตนเองเพราะผลประโยชน์แน่”
 “ในฐานะหัวหน้างานและพ่อของเจ้า  ข้าขอเตือนเจ้านักสะกดรอยหนุ่ม  ความคิดของเจ้าอันตราย... ถ้าเจ้าไม่เปลี่ยนความคิดให้เร็วเท่าที่เป็นไปได้  ข้าจะปลดเจ้าออกจากตำแหน่งผู้สะกดรอย  นักรบหอทงเทียนอาจพ่ายแพ้และตายได้  แต่จะไม่ยอมแพ้โดยไม่สู้เลยเด็ดขาด!  เจ้าสามารถกลัวศัตรูได้  นี่ไม่ใช่ความผิด เพราะเจ้ายังเป็นปุถุชน  แต่ในฐานะคนทรยศที่ทิ้งหอทงเทียนไปเข้ากับพวกแดนสวรรค์  เจ้าจะเป็นคนขลาดเขลาเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องราวหลายอย่างที่คาดไม่ถึงย่อมเกิดขึ้นได้  ลูกพ่อ! ผู้ไม่มีปณิธานมักจะพังทลาย  ไม่ว่าเจ้าจะมีพลังมากเพียงไหน  ก็จะไม่มีคุณสมบัติเป็นนักรบหอทงเทียน  ไม่,  บอกได้เลยว่าเจ้าไม่มีพลังที่แข็งแกร่ง   ถ้าเจ้าไม่เข้าใจว่าปณิธานราชันย์เป็นเช่นไร  เจ้าจะไม่ได้เป็นนักรบที่แท้จริง”
เถ้าแก่กันฉวนสูดหายใจลึกและโบกมืออย่างอ่อนล้าเล็กน้อย  “ด้วยสถานะและความแข็งแกร่งในจิตใจของเจ้า  เจ้าควรรีบจากไปในวันพรุ่งนี้ เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอเป็นนักสะกดรอย เพราะพฤติกรรมใจร้อนของเจ้า ทำให้อนาคตของเจ้าตกอยู่ในอันตราย เจ้าต้องจากไปโดยเร็ว”
ซือจิ่วเงียบ
เป็นเวลานาน เขาจึงลุกขึ้นยืนและพูดเบาๆ  “ท่านพ่อ ท่านเห็นสภาวะปราณราชันย์ชัดเจนไหม?”
เถ้าแก่กันฉวนส่ายศีรษะ
ซือจิ่วหน้าแดงและกระซิบเบาๆ  “บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่เบื้องบนหลอกลวงท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องมีสภาวะปราณราชันย์เลย  เหตุใดนักสู้ผู้ทรงพลังที่แข็งแกร่งในตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ถึงไม่มีพลังสภาวะปราณราชันย์?  เราต้องตระหนักถึงปณิธานปราณราชันย์?  เมื่อเราฝึกฝนไปทีละขั้น แต่เรากลับไม่ได้อะไรเลยหรือ?  วิธีการฝึกที่ไม่แน่นอนนี้อาจล้าสมัยก็ได้  ตราบใดที่สร้างความแข็งแกร่งด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด  นั่นเป็นวิธีสะท้อนระดับความสามารถของบุคคล สภาวะปราณราชันย์เป็นตำนานที่มีข้อจำกัด จะก่อตัวโคจรได้เหมือนสายน้ำหรือ?” 
ถ้าแก่กันฉวนจ้องมองเขาอย่างเย็นชา  สีหน้าของเขาเหมือนกับมองคนแปลกหน้า
หลังจากผ่านไปนาน ซือจิ่วก้มหัวและพูดเสียงอ่อย  “ท่านพ่อ! ข้า ข้าผิดไปแล้ว”
  “เจ้าไม่ได้รู้สำนึกผิดอย่างแท้จริง  ข้าเสียใจจริงๆ ข้าคิดว่าเจ้าฉลาดที่สุด เป็นคนที่มีแรงบันดาลใจมากที่สุด ใครจะรู้ว่าเจ้าแย่ยิ่งกว่าพี่ชายผู้โง่เขลากว่าเจ้า จงไสหัวไปเดี๋ยวนี้   ด้วยระดับพลังของเจ้า เจ้ากล้าวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของบรรพบุรุษที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าไร้ความสามารถ เจ้าก็เหมือนกับมดที่ไม่มีทางเข้าใจจิตวิญญาณของมังกรยักษ์ที่บินอยู่เหนือสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ไสหัวกลับไปสำนึกผิดเดี๋ยวนี้ ร้อยปีนี้อย่าโผล่มาให้ข้าเห็นหน้าอีก ไปซะ!  เถ้าแก่กันฉวนอดโมโหไม่ได้และเตะซือจิ่วออกไปทันที
 “รับทราบ”  ซือจิ่วลุกขึ้นอย่างหมดแรง เขาทำความเคารพเถ้าแก่กันฉวนและออกไปอย่างคับแค้นใจ
เขารีบบรรจุสัมภาระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว
เก็บของที่จำเป็นไว้ในแหวนเก็บสมบัติ และกล่าวคำอำลาไปทางห้องที่เถ้าแก่กันฉวนอยู่
อย่างไรก็ตามหลังจากเคาะประตูหลายครั้ง เถ้าแก่กันฉวนยังคงโกรธอยู่ไม่ให้ความสนใจเขา  เขาได้แต่ยืนคำนับสามครั้ง และลอบออกไปจากโรงเตี๊ยมปลาวาฬออกอ้อมไปทางกำแพง  ความเคลื่อนไหวของเขาถูกมนุษย์เงือกครึ่งแมงกะพรุนใสจับตา และจากนั้นดำน้ำไปหามุมไกลๆ แห่งหนึ่ง เอาเรือพายที่เก็บไว้ในแหวนออกมา ขณะที่คอยสังเกตรอบข้างอย่างระมัดระวังและพายเรือห่างออกไป... หลังจากพายออกไปได้ร้อยเมตร ที่นี่เป็นจุดปลอดสายตาจากทหารประจำกำแพงเมือง  ซือจิ่วเอาขวดยาสีดำออกมาจากแหวนเก็บสมบัติและปล่อยหมอกพรางตัว
อย่างไรก็ตาม เขาไม่รู้ว่ามนุษย์เงือกร่างใสเหมือนแมงกะพรุนมายืนอยู่เหนือหัวตั้งแต่เมื่อใด
 “น้องซือจิ่ว!  เจ้าเพิ่งมาถึงที่นี่เพียงไม่กี่วัน ทำไมถึงรีบร้อนจากไปนักเล่า?  หรือเจ้าตำหนิว่าทหารเมืองอย่างเราฝีมือไม่พอสู้นักสะกดรอยอย่างเจ้า? เฮ้..ทุกคนก็เป็นชาวหอทงเทียนด้วยกันทั้งนั้น เราผู้พี่จะปล่อยให้เจ้ากลับไปมือเปล่าได้อย่างไร?  ข้าจะไม่ให้เจ้าได้รู้ความลับเล็กน้อยบ้างได้ยังไง?  น้องซือจิ่ว มาเถอะ  ข้าจะพาเจ้าไปยังเมืองใต้ดินของเรา  สถานที่ซึ่งเจ้าคิดหามาเป็นเวลานาน  ทั้งหมดสามารถมองเห็นได้  รับรองเห็นได้ชัด!  ไม่ อย่าทำเรื่องโง่ๆ  ด้วยพลังอย่างเจ้า ถ้าเจ้าต้องการทำอย่างอื่น  มีแต่จะหาเรื่องอัปยศอดสู แล้วเจ้าจะเสียใจในภายหลัง....”
 “ตายก็ไม่ดีหรือ” หน้าของซือจิ่วเป็นสีน้ำเงิน  และเขาชักมีดสั้นสีน้ำเงินขึ้นมาขู่
 “ไม่!  มนุษย์เงือกแมงกะพรุนหัวเราะ
และกวาดแขนยาวใส่ทันที
ซือจิ่วพบว่าร่างของเขาเป็นอัมพาตทันที
ตลอดทั้งร่างแข็งเหมือนกับหิน ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แม้แต่หายใจยังยากลำบาก  ขณะนั้นเองเงาแห่งความตายทาบทับหัวใจของเขา และในตอนนี้เองเขาถึงได้ตระหนักถึงความกลัวและคำตำหนิของบิดาตนเองนั้นถูกต้อง เขารู้สึกสำนึกเสียใจ
เขาต้องการกลับไปขอโทษบิดาบอกว่าเขาสำนึกผิดจริงๆ
อย่างไรก็ตามไม่มีโอกาสเสียแล้ว  “ข้าฆ่าปลาตัวน้อยอย่างเจ้าอย่างน้อยปีละห้าคนขึ้นไป  หนุ่มน้อย เจ้าอย่านึกว่าจิตใจของเจ้าร้อนแรงจะต้องทำอะไรสักอย่างเช่นฆ่าเพื่อผดุงความยุติธรรม  หอทงเทียนไม่ได้เป็นของเจ้า  แม้ว่าเราจะทรยศต่อหอทงเทียน แล้วเจ้าเล่าสนิทกับหอทงเทียนหรือ  เจ้าอยู่ในแดนสวรรค์มานานแล้ว แต่งงานมีลูกมีเมียแล้ว เคยกลับไปหอทงเทียนสักวันบ้างหรือยัง?  เจ้าเคยเห็นหอทงเทียนบ้างไหม? ไม่เลย หอทงเทียนเป็นเพียงตำนานในความฝันของเจ้า!  เจ้าคิดว่านักสู้ที่นั่นจะมีอะไร?  ความคิดของเจ้ามันไร้สาระ ตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ถล่มที่นั่นจนเหลือแต่ซากหักพังไปหมดแล้ว  ถึงแม้ว่าจะมีคนอาศัยอยู่ที่นั่น แต่พวกมันก็เหมือนกับมดแมลง  บุรุษหนุ่ม!  เจ้าเชื่อตำนานจริงๆ หรือว่าจักรพรรดิอวี้ที่พวกเจ้าเชิดชูกันนักว่ามีพลังมากมาย  ทำไมถึงปล่อยให้ตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ฆ่าตายเล่า? อย่าบอกนะว่าเป็นแผน  เจ้ากับข้าก็รู้อยู่เต็มอกว่าในโลกนี้มีคนสองประเภท หนึ่งคือคนเป็น  อีกหนึ่งคือคนตาย  ไม่ว่าจักรพรรดิอวี้จะแข็งแกร่งเพียงไหนเขาก็เป็นคนตาย  ในทางกลับกันตระกูลผู้หลบหนีนั้นอ่อนแอแต่ก็ยังรอดชีวิตอยู่ได้ ใครแข็งแกร่ง ใครอ่อนแอ เจ้าบอกความแตกต่างได้หรือไม่?  บางทีจักรพรรดิอวี้เป็นพวกหน้าโง่ ที่สวะอย่างพวกเจ้ายกย่อง  แต่อย่างพวกเจ้าก็แค่มีชีวิตฝันกลางวันคิดเอาเองว่าจะผดุงความเป็นธรรม  ขอโทษที่ต้องบอกว่าเจ้าไม่มีคุณสมบัติ!
 “.....” ซือจิ่วฝีมือด้อยกว่าย่อมไม่มีอะไรจะพูดและหลับตารอความตาย  เขาเป็นบุรุษหนุ่มค่อนข้างเลือดร้อน  แต่เขามีความภูมิใจพื้นฐานว่า อย่างน้อยเขามีแนวคิดอย่างนักรบ  ถ้าฝ่ายตรงข้ามต้องการเกลี้ยกล่อมหรือบังคับเขาให้บอกความลับ เขาเสียใจที่ต้องบอกว่า อีกฝ่ายคิดผิด
 “ว่าแต่ตอนนี้ต่อให้เป็นจักรพรรดิอวี้ผู้โง่เขลาก็ช่วยเจ้าไม่ได้  แต่เจ้ายังช่วยบอกความจริงกับข้าได้  มิฉะนั้น ข้าไม่รังเกียจที่สั่งสอนวิธีการทรมานให้กับเจ้า  เด็กฉลาดอย่างเจ้าคงรู้ว่าข้าต้องการอะไร”
มนุษย์เงือกร่างแมงกะพรุนกล่าวพลางหัวเราะ
ซิวจิ่วยังคงเงียบ
หัวใจของเขาเต้นช้าลง  เขาได้รับการฝึกฝนเพื่อการตอบโต้พิเศษ  ตราบเท่าที่ฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีทรมาน  ร่างของเขาจะตายลงอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าเขาอาจไม่รอดชีวิตจากการทรมานทั้งที่มีรอยยิ้ม  แต่อีกฝ่ายจะไม่สามารถหยุดความตายของผู้สะกดรอยหนุ่มที่ทำงานผิดพลาดได้.. “พวกเจ้ามือปราบวิเศษมาก  ข้าจะช่วยส่งเจ้าสู่เส้นทางปรภพเป็นการประหยัดเวลาของข้า”  มนุษย์เงือกร่างแมงกะพรุนเข้ามาชิดร่างซิวจิ่วและพูดเบาๆ  “เจ้าต้องการรู้ความลับของเราไม่ใช่หรือ?  ข้าจะบอกเจ้าทั้งหมดก็ได้  แต่ความลับนี้มีแต่คนตายเท่านั้นที่รู้!  ถูกแล้ว..เรากำลังบูชายัญด้วยเลือด ตอนนี้เรากำลังจะฟื้นคืนชีพให้บรรพบุรุษยุคก่อนของเรา  ตราบใดที่บรรพบุรุษยุคก่อนของเราได้รับการชุบชีวิต  เขาจะเปิดซากโบราณสถานใต้เมืองไป๋เหอ  ในเวลานั้นเราจะโดดเด่นขึ้นมาและตามหาพวกมือปราบอย่างพวกเจ้า ตามจับพวกเจ้าคนโง่ที่อวดรู้ส่งไปให้ตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์... พวกเขาบางคนสนใจเจ้ามากนะ ความลับนี้ยอดไหมเล่า? แต่น่าเสียดายเจ้าไม่อาจรอดชีวิตกลับไปบอกพวกพ้องเจ้าได้อีกแล้ว  ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าควรจะขอบใจข้าไม่ใช่หรือ?  มือปราบน้อย อย่าลืมก่อนที่เจ้าจะตาย ชื่อของข้าคือ.....
 “ความจริง..ข้าไม่สนใจชื่อของเจ้าสักเท่าไหร่  แต่เจ้าช่วยบอกเรื่องความลับที่เพิ่งพูดไปนี้ให้ชัดเจนมากกว่านี้ได้ไหม?”  ทันใดนั้นเองมีบุรุษหนุ่มรูปงามสวมหน้ากากเงินปิดหน้ายืนอยู่ด้านหลังมนุษย์เงือกแมงกะพรุนและตบไหล่อีกฝ่ายหนึ่งพูดอย่างยิ้มแย้ม  “ข้าวิ่งรอกทั้งคืน โดนความชื้นทำให้เสื้อผ้าของข้าเปียก เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ สุดท้ายมาได้ยินความลับเล็กๆ น้อยๆ ที่เจ้าบอกว่ามีแต่คนตายเท่านั้นที่รู้  เจ้าพูดให้ข้าฟังง่ายๆ หน่อยเถอะ!
การปรากฏตัวของเขาทำให้มนุษย์เงือกแมงกะพรุนและซือจิ่วตกใจทั้งคู่
ผู้นี้เป็นใครกัน?
ปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อใด?
มนุษย์เงือกแมงกะพรุนต้องการโจมตีบุรุษหน้ากากเงินผู้นี้  แต่เขาต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขาไม่สามารถขยับได้  แต่เป็นเหมือนลูกไก่ในกำมือของอีกฝ่าย เหมือนกุ้งที่ถูกลอกเปลือกตากแดดน่าสมเวทนา “เจ้า..เจ้าคือ....”  มนุษย์เงือกแมงกะพรุนตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
 “ข้าน่ะหรือ?  ดูเหมือนข้าจะเป็นจักรพรรดิอวี้หน้าโง่ที่เจ้าเพิ่งกล่าวไงเล่า!  บุรุษหนุ่มหน้ากากเงินยิ้มเฉิดฉันท์เหมือนดวงอาทิตย์ และเขาไม่ลืมเสริมต่อ  “แน่นอนว่าข้าคือจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่!

10 ความคิดเห็น:

Wa Wakung กล่าวว่า...

ขิงแปบ

โอ้ววววร่าโอ้ววววร่าโอ้ววววร่าโอ้ววววร่าโอ้ววววร่าโอ้ววววร่า กล่าวว่า...

ชอบบ่นว่าจักรพรรดิอวี้มีคนรู้จักไปทั่ว แต่ตัวเองก็ยอมรับชื่อจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่ นะพี่เย่ว

Emptiest กล่าวว่า...

ค้างงงงงงงงงงง

blakaros กล่าวว่า...

พล่ามมากเกิน พี่เย่ว์เรามาแล้วไง

manit กล่าวว่า...

ใจจ้า

Boybravo กล่าวว่า...

ขอบคุณครับ

Unknown กล่าวว่า...

ขอบคุณครับ

akekapoj-tee กล่าวว่า...

ขอบคุณมากครับ

อ่าห้า กล่าวว่า...

ใช่ มะก่อนเห็นพูดว่าจักรพรรดิอวี้คือจักรพรรดิอวี้ ส่วนข้าคือข้า ข้าจะสร้างตำนานของตัวเองงี้ เเต่กลับยอมรับชื่อจักรพรรดิอวี้รุ่นใหม่ซะงั้น

chay กล่าวว่า...

น่าจะเอาไว้ข่มชาวบ้าน พูดสั้นๆ เข้าใจง่ายดี(ขี้เกียจ) 555

แสดงความคิดเห็น